Ironman Frankfurt-Germany European Championship 2017

Ironman Frankfurt 2017

Frankfurt เป็นเมืองใหญ่มากเมืองหนึ่งของประเทศเยอรมัน มีแม่น้ำที่มีตัวสะกดชวนงง คือแม่น้ำ Main (ไมน์) ไหลผ่าน เวลาเดินทางตามสถานีรถไฟ ถ้าเห็น Main ต้องเตือนตัวเองว่า เค้าหมายถึงแม่น้ำ ไม่ได้แปลว่า “main” นะ แถมยังมีเมืองเล็กๆ ใกล้ๆ Frankfurt ชื่อ Mainz ให้ชวนงงอีก ถ้าเป็นแฟนบอลบุนเดสลีกา คงจะรู้ว่ามันคือเมืองช่ือ “ไมนซ์” ไม่ใช่ main แบบเยอรมัน เลยมีตัว Z แถมมาด้วย แบบที่นักกีฬาทีม Z-Coaching บางคนเข้าใจผิด เลยหลงไปซะไกลเลย (หุ หุ) #มันก็จะงงๆ หน่อย

1 race  2 transition areas

โชคดีที่ผู้จัดไม่ได้เลือกให้ว่ายน้ำในแม่น้ำ Main เพราะเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ๆ แล่นผ่านบ่อยๆ และท่าทางน้ำจะไหลเร็วพอสมควร สถานที่แข่งว่ายน้ำเป็นทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มาก ชื่อ Waldsee ซึ่งไม่ได้อยู่ในเมืองเลย แต่อยู่ทางตอนใต้ของเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15km ทำให้การไปซ้อมว่ายน้ำในสถานที่จริงทำได้ไม่ง่าย ต้องขึ้นรถไฟแล้วเดิน หรือนั่งรถโดยสารประจำทางไป ถ้าใช้รถส่วนตัวก็จะมีปัญหาเรื่องที่จอดรถเล็กน้อย อาจจะต้องจอดไกลหน่อยแล้วเดินเหมือนกัน นอกจากจะไปซ้อมยากแล้ว เนื่องจากสนามวิ่งอยู่ในเมือง ทำให้ T1 กับ T2 ไม่ได้เป็นที่เดียวกัน!

 

ไม่ได้เป็นที่เดียวกันแล้วไง? มันแปลว่าในส่วนของนักกีฬามีอะไรต้องทำเพิ่มขึ้น อย่างแรกคือ Bike Check-in ถ้าไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องนั่งรถไป ซึ่งทางผู้จัดก็เตรียมไว้ให้เรียบร้อย เป็นรถเมล์ขนทั้งนักกีฬาและจักรยานเบียดๆ กันไป หลายคนไปช้า เจอคิวยาว รวมเวลาไป-กลับ ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ในวันก่อนแข่ง (ซึ่งเป็นวันที่เราอยากอยู่นิ่งๆ ให้มากที่สุด) อย่างที่สองคือ Red Bag (Run Bag) เมื่อเอาไป Check-in ในวันก่อนแข่งแล้ว เราจะไม่ได้เจอกับมันอีกเลย จนถึงเวลาแข่งจริง (ปกติจะเอาของไปใส่เพิ่มเติมได้ตอนเช้าวันแข่ง) เช่น ถ้าลืมหมวกสำหรับใส่วิ่ง แปลว่าถ้าไม่เอาไปใส่ไว้กับ Blue Bag (Bike Bag) เช้าวันแข่ง แล้วพกไปตอนปั่นจักรยานด้วย ก็จะไม่มีหมวกใส่วิ่งล่ะ อย่างที่สามคือ ตอนลงจากจักรยาน เราจะต้องไปเอาถุง Red Bag ที่เราไม่ได้เอาไปแขวนไว้เอง (กรณีที่เอาถุงทั้งสองใบไป Check-in พร้อมจักรยาน) พอลงจากจักรยานต้องมีสติพอที่จะหาราวที่แขวนของตัวเองเจอ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในวันที่ตื่นตีสี่ ว่ายน้ำและขี่จักรยานมาแล้วครึ่งวัน กลางแดดจัดๆ เวลาบ่ายสองโมง ต้องมาคิดว่า ระหว่าง 1820 – 1856 กับ 1790 – 1819 เลขของเราคือ 1865 จะอยู่อันไหน (ความซวยคือ มันไม่อยู่ทั้งสองอัน แล้วอันที่มี 1865 ไปทางไหน!!!! ไรแว๊ๆๆ แง๊ๆๆ) #มันก็จะต้องหาๆ หน่อย

ว่ายน้ำ 2 รอบ ไม่ซ้ำกัน

ตื่นเช้าก็ต้องไปขึ้นรถเมล์ที่ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้ ในเมืองมีจุดรับนักกีฬาสองสามจุด ใกล้ตรงไหนไปตรงนั้นได้เลย ยืนเบียดๆ กันไปครึ่งชม. ก็ถึงที่ปล่อยตัว

น่าจะเป็นมาตรฐานของ Ironman ไปแล้วที่จะปล่อยตัวแบบ rolling start คือทุก 5 วินาที จะปล่อยตัวหน้ากระดานทีละ 8-10 คน เพื่อการเริ่มต้นวันที่ดีของทุกคน ไม่ต้องไปตบตีกันแต่เช้า ข้อดีมันก็ดีจริง ไม่มีคนว่ายขวางทางมาก คนแซงก็ไม่มาก แต่ก็ทำให้เวลาการปล่อยตัวนานมากๆ ไปด้วย คนท้ายๆ ออกตัวหลังจากคนแรกร่วมๆ 20-30 นาทีได้ ถ้าใครปวดฉี่ตอนรอแนะนำว่าฉี่ใน wetsuit เลย เพราะเวลาตัวเปียกน้ำหรือเปียกเหงื่อแล้ว ถอดแล้วจะใส่ไม่ได้อีกเลย

ทะเลสาบน้อยๆ ถูกแบ่งเป็น 2 วงใหญ่ๆ วงแรกอยู่ทางขวา ขนาดเล็กกว่า ว่ายตรงออกไป วนซ้าย (อีกแล้ว) เรียกว่าแทบไม่เป็นวง เป็นแบบตรงออกไป เลี้ยวแล้วก็ว่ายนิดหน่อยก็ตรงกลับเข้ามา ว่ายเลี้ยวตรงหัวจะสั้นๆ ก็ได้ตรงกลับ ขากลับจะย้อนแสงแบบเต็มๆ เหมือนที่ลากูน่าภูเก็ต ยากกว่าตรงที่แนวต้นไม้สูงเสมอกันหมด ต้องเล็งทุ่นใกล้ๆ ซึ่งอยู่ซ้ายมือ (อีกแล้ว) และต้องไม่เล็งผิด เพราะทุ่นของพวกว่ายขาออกก็อยู่ไม่ไกลกันมาก เรือทำงานหนักกันมาก ณ จุดนี้ เพราะอีกฝั่งที่เค้าว่ายย้อนแสงกลับมา อยู่ดีๆ มาโผล่ชนกับเราได้ เห็นจะๆ เลยคือ บางคนแกล้งมั่วๆ กลับตัวเลยก็มี เล่นซะเราอยากทำตามเลย คนยิ่งกลัวๆ ว่ายน้ำอยู่ ฮึ แต่แถวนี้ตามใครไม่ค่อยได้ เพราะงงเด้ๆ กันทุกคน ขึ้นมาตื๊ดเสร็จกลับลงไปวงที่สอง วงนี้ก็เลี้ยวซ้ายอีก แล้วก็ยากไปอีกแบบกับวงแรกเพราะเป็นวงที่มีหลายเหลี่ยม เลี้ยวง่ายก็จริงเพราะไม่ต้องเอียงตัวมาก แต่เลี้ยวหลายทีหน่อย ดีว่าเส้นตรงสุดท้ายก่อนว่ายเข้า จะไม่ย้อนแสงแล้ว ซุ้มสีเหลืองเห็นชัดมาก ตรงขึ้นฝั่งเดินยาวเข้า transition area ได้เลย ดูจาก Strava รวมตอนจูงรถด้วย ได้มา 700m #มันก็จะไกลๆ หน่อย

จักรยาน 2 รอบ ไม่ราบ และมีที่ไม่เรียบ

จากริมทะเลสาบปั่นเข้าเมืองจะราบเรียบ เย็นสบาย (เพราะตัวเปียกและยังเช้าอยู่) ประมาณ 15km ก็จะถึงเมือง เข้า loop แรก จะผ่านสะพานข้ามน้ำ Main และมองเห็น T2 ด้วย แถวนี้กองเชียร์หนาแน่นมาก ที่เอา Special Need หรือถุงของจำเป็นสำหรับช่วงปั่นจักรยาน ก็อยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้ ถ้าจำเป็นต้องเอาของ ต้องมองหาให้ดี

บนถนนในเมืองจะมีเศษแก้วจากนักดื่มที่เมากันในคืนวันเสาร์ ดักไว้ในบางมุม พอออกจากเมืองได้ก็โล่งสบาย ถนน rolling ขึ้นๆ ลงๆ เนิบๆ ไปเรื่อย ทำความเร็วได้มาก นอกเมืองทางจะเป็น highway บ้างช่วงแรก ขาแรงจะกดหนักหายไปแถวนี้ จากนั้นจะเริ่มเข้าหมู่บ้าน มี cobble stone โบราณที่เค้าอนุรักษ์ไว้ เป็นทางขึ้นเนินไปโบสถ์ อยู่ช่วงสั้นๆ แต่กระเทือนสุดๆ กระติกน้ำ กระป๋องใส่เครื่องมือ สูบลม เจล แซนวิช CO2 กระจายเกลื่อน นับถือนักปั่น Paris-Roubaix ก็ตอนนี้ ช่วง cobble stone หรือที่ในการแข่ง Paris-Roubaix เรียกว่า pavé จะมีทั้งหมด มีประมาณ 55km ของเราเจอ 500m แทบตกจักรยาน เปลี่ยนเกียร์แทบไม่ได้ทั้งๆ ที่ใช้ Di2 #มันก็จะสั่นๆ หน่อย

 

ขากลับเข้าเมืองจะเป็นทางลง รู้ตัวอีกทีก็ถึงสะพาน มุมที่เห็น T2 อีกครั้ง หักเลี้ยวซ้ายออกไป loop 2 ก่อน รอบหน้าถึงจะได้เลี้ยวขวาเข้า T2 ถ้าใครจะถอดรองเท้าบนรถ ควรจำหน้าตาตึกแถวนั้นไว้ให้ดี จะได้ถอดรองเท้าทันก่อนเลี้ยว เพราะเป็นทางลาดลงจากคอสะพาน

ที่ T2 นี่ดีอย่างคือ เอารถจักรยานให้เจ้าหน้าที่ไปเลย ไม่ต้องวิ่งจูงรถไปเก็บเอง ข้อเสียคือตอนแข่งเสร็จต้องมาหารถเอง เค้าจะแบ่งที่จอดตามเวลาเข้า T2 ของเรา ซึ่งก็คลาดเคลื่อนไปประมาณ 2-3 ราว ต้องหาเป็นบริเวณกว้าง #มันก็จะต้องหาๆ หน่อย

หา Red Run Bag

ถ้าเอาถุง Run Bag มา Check-in ด้วยตัวเองที่ T2 ก็จะได้แขวนที่ rack ของตัวเอง และได้โอกาสหาวิธีจำ ว่าอยู่ตรงไหน ถ้าวัน Bike Check-in เอาถุง Bike Bag และ Run Bag ไปพร้อมกัน ทางผู้จัดจะเอาถุง Run Bag มาแขวนให้ วันแข่ง #มันก็จะต้องหาๆ หน่อย

วิ่งวนไปค่ะ

ข้อดีของสนามวิ่งที่นี่คือ วิ่งเลียบแม่น้ำไมน์ตลอด ไม่มีข้ามถนน แต่มีข้ามสะพาน รอบละ 2 หน วิ่งวนทั้งหมด 4 รอบ รอบละ 10.5km รับยางรัดผม 4 สี เป็นอันเสร็จพิธี จุดให้น้ำถี่ยิบ ห่างกันไม่ถึง 2km วนผ่านทางแยกเข้าเส้นชัยแต่ละครั้ง ก็เข้าใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆ กองเชียร์มีตลอดทาง จนรอบท้ายๆ จะบางตาหน่อย เหลือนักวิ่งอยู่สองสามสถานะ คือ นักวิ่งสถานะร่อแร่ เดินไปอาเจียนไปบ้าง เพราะระบบทางเดินอาหารเริ่มรวน เดินโยกเยกบ้างเพราะขาช้ำ บางพวกสถานะดีหน่อยก็เดินคุยกันมุ้งมิ้ง คือจบทันแน่นอน พลังยังมีแค่วิ่งไม่ได้ กับพวกสถานะหนีตายเพราะลงจากจักรยานช้า อาจจะเพราะว่ายน้ำช้า หรือปั่นช้า (หรือทั้งสองอย่าง) พอเท้าแตะพื้นก็วิ่งหน้าตั้ง ที่เห็นหลายคนแบบนี้เป็นชาวญี่ปุ่น วิ่งเก่งจริงๆ แต่ #มันก็จะลุ้นๆ หน่อย

ถุง Special need ตอนวิ่งจะเจอทุกรอบ แวะเอาของได้ 4 หน ถ้าจำเป็นจริงๆ หรือถ้าเสียดายของที่ใส่ไว้ ก็แวะเอาคืนมาแบกวิ่งรอบสุดท้ายด้วย หรือจะแวะทาครีมกันแดดแต่งหน้าทำผมทุกรอบก็ไม่ว่ากัน

เนื่องจากเป็นสนามชิงแชมป์ยุโรป ถ้าลงมาวิ่งไม่ช้าเกินไปจะทันเจอพวกสาวๆ ขาแรงระดับโลก มาวิ่งแซง ให้ลองวิ่งตามได้ จะได้ชื่อว่าเคยวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับแชมป์มาแล้ว (น่าเคียงไปได้ประมาณ 10m) แต่พวกแชมป์ผู้ชายจะจบไปแล้วตั้งแต่เรากำลังวิ่งรอบแรก นึกๆ ดูแล้ว จะหากีฬาชนิดไหนที่มือสมัครเล่นปลายแถวอย่างเรา นอกจากจะได้ใช้สนามแข่งเดียวกับแชมป์โลกแล้ว ยังได้แข่งพร้อมกันอีก #มันก็จะฟินๆ หน่อย

 

สนามนี้ logistic ไม่ง่ายเพราะ T1 กับ T2 อยู่คนละที่ ไปซ้อมว่ายน้ำยากหน่อย ซ้อมจักรยานก็ไม่ง่าย เพราะทางเลียบแม่น้ำเศษแก้วเยอะ ในเมืองรถเยอะแถมมีรถราง บรรยากาศตรงกันข้ามกับ Ironman Austria มาก เพราะ Klagenfurt เป็นเมืองเล็ก ถนนโล่งไปหมด

Frankfurt เป็นเมืองใหญ่ มีข้อดีคือที่พักหาไม่ยาก แต่บางบริเวณจะมีผู้อพยพชาวต่างชาติเยอะหน่อย ขอทานเยอะมาก ตามสถานีรถไฟหยุดนิ่งไม่ค่อยได้ รู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะจะมีคนมาสะกิดตลอด

 

ตลอดวันตามที่สาธารณะก็จะมีคนคอยคุ้ยขยะ เอาขวดน้ำพลาสติก PET กับขวดแก้วไปขาย เพราะเอาไปใส่เครื่องที่รับขยะ recycle ตามซุปเปอร์มาเก็ตแล้วเค้าให้เงินเลย นั่งรถไฟอยู่พอทานน้ำหมดขวด มีคนมาสะกิดขอขวดเปล่าเอาดื้อๆ ก็มี ต่างกับที่เคยมาล่าสุดเมื่อปี 2012 เลย ตอนนั้นมายังรู้สึก สงบ สวยงามและปลอดภัยกว่านี้ จะว่าไป ก็ลงสนามนี้มาครั้งที่ 3 แล้ว เพราะชอบ วิว และ ความสวยงามของสนาม แต่กลับมาคราวนี้ รู้สึกตรงกันข้าม หรือเพราะเพิ่งไปเมืองเล็ก สวย สงบ แบบ Klagenfurt มาก็ไม่แน่ใจ

สรุป

สำหรับสนามนี้ การฝึกซ้อมก่อนแข่ง นิดๆ หน่อยๆ ทำได้ยากมาก ยกเว้นวิ่ง ที่วิ่งที่ไหนก็ได้นะ

เส้นทางว่ายน้ำ สวย ว่ายไม่ยาก ยกเว้นช่วงชุลมุนของ loop แรก ที่มันจะมึนๆ กันหน่อย เส้นทางจักรยาน สวยงาม มีลม มีเขา เป็นระยะๆ ง่ายกว่า Klagenfurt อยู่นิด ตรงที่ climb น้อยกว่า แต่ก็ต้องซ้อมทางเขามาบ้างนะคะ ถึงจะปั่นได้สนุกๆ เส้นทางวิ่ง ตรงๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เจอเพื่อนๆคนไทยนักแข่งด้วยกันเยอะดี เพราะวิ่งวนไปวนมา ก็ตะโกนคุยกันไป ตามแต่ศรัทธา เป็นสนามวิ่งที่ถ้ามีแรงวิ่ง เวลาดีแน่นอนค่ะ #มันก็จะต้องวิ่งหน่อย

 

ส่วนใครจะมาสนามนี้ แนะนำให้ซ้อมๆๆๆ เยอะๆ นะคะ cut-off 15ชม. ที่นึกว่าจะมาเดินชิวๆ ตอนแรกๆ  ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนเลย ประมาณว่า วิ่งบ้างก็ได้นะ ไม่งั้นจะไม่ทัน แต่เป็นอีกหนึ่งสนามที่ใครไม่เคยมา แนะนำให้ลองมาบ้างนะคะ สัมผัสความเร็วแบบระดับโลกดู ให้ความรู้สึกคล้ายๆ Ironman Kona กลายๆ เลยล่ะค่าาา

Ironman Austria – Kärnten 2017

Ironman Austria – Kärnten 2017

Kärnten หรือแคว้น Carinthia ของประเทศออสเตรีย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Alps ตอนใต้ มีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและอุ่นที่สุดในบรรดาทะเลสาบที่กระจายอยู่ตามหุบเขาต่างๆ ของเทือกเขา Alps ชื่อของทะเลสาบคือ Wörthersee เกริ่นมาซะยาว จะบอกว่าเราแข่งว่ายน้ำในทะเลสาบนี้แหละค่ะ

ว่ายน้ำในทะเลสาบสีสวยรอบเดียว เลี้ยวซ้ายตลอด ทำให้ไม่ต้องคิดมาก ใครว่ายน้ำหายใจข้างขวาข้างเดียวอาจจะคิดว่ามองทางยาก แต่พอว่ายจริง จะมองเห็นชายฝั่งของทะเลสาบ ขนานไปกับเราตลอด ที่สำคัญมีเรือขนาบด้านขวาด้วย มองเรือก็ได้ เกาะเรือก็ได้ (เกาะเรือหรือเกาะทุ่น ถ้าไม่มีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในขณะที่เกาะ กติกา Ironman ให้ทำได้ ไม่เป็นไร เอาปลอดภัยไว้ก่อน เกาะเรือ ทำใจ จัดหมวก จัดแว่นตาว่ายน้ำ ไม่ถือว่า DQ นะค๊าาา เกาะแล้วไม่ต้องกลัวเค้าให้แข่งต่อไปได้)

ปล่อยตัวเป็น rolling start ไม่ต้องตบตีกันมาก 1000m สุดท้าย จะเป็นการว่ายในคลอง มาที่ T1 ตรงนี้คนอาจจะแน่นหน่อย แต่ส่วนมากหมดฤทธิ์กันแล้ว ค่อยๆ หาช่อง แซงได้แบบเนิบๆ แล้วขึ้นจากน้ำ ลอดใต้โรงแรม ไปที่ T1 ซึ่งเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่

T1 กว้างขวาง ถึงบริเวณเอาถุงสีน้ำเงิน (Blue = Bike) แล้วต่อด้วยเต้นท์เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกมามีห้องน้ำเคลื่อนที่หลายตู้ ที่แขวนจักรยานอยู่ตามช่องที่จอดรถ ห่างกันค่อนข้างมาก ก่อนออก T1 มีช่างซ่อมจักรยานให้อุ่นใจด้วย

เส้นทางจักรยานไม่มีราบๆ ยาวๆ ตรงๆ ให้ปั่นความเร็วคงที่ แต่เป็น rolling course ขึ้นๆ ลงๆ ที่ไหลลงถ้าไม่ปล่อยไหลลงก็จะได้เห็นเลข 4 เลข 5 ขึ้นต้นให้ชื่นใจ สลับกับขึ้นเนินสั้นๆ ไม่ชันมาก ขาแรงแทบไม่ต้องลงจานหน้าเล็ก ที่ต้องตั้งใจไต่จริงๆ มีแค่ลูกสุดท้ายลูกเดียว จานเล็ก เฟือง 12-28 ที่พกมาเหลือสักสองช่องได้ ทางก็ไม่ยาวมากและไม่ชันมาก ใครคุ้นเคยกับดอยสุเทพ ที่ขึ้นมากสุดคือเท่ากับจากหน้าสวนสัตว์ไปถึงประมาณวังบัวบาน ยังไม่ทันเหงื่อออกก็ได้เวลาไหลลงยาวๆ บางช่วงยาวและไหลได้เร็วมาก ผิวถนนเรียบดีเกือบตลอดทาง มีโค้งหักศอกไม่กี่อัน แต่เนื่องจากถนนปิด 100% ทุกคนสาดโค้งกันเต็มที่ ชิดซ้ายแล้วปาดไปขวาได้เลย ออสเตรียขับรถชิดขวา จักรยานขี่ช้าชิดขวา แซงทางซ้าย อาจมีงงบ้าง ต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ ถนนมีบางช่วงสั้นๆ ที่มีช่องกั้นเลน contra-flow กับรถยนต์ แต่ยังไงรถยนต์ก็วิ่งด้านนอกหมด ขี่สบายมาก

ถุง special need มีได้ 2 ถุง แยกเป็นถุงสำหรับตอนขี่จักรยานกับตอนวิ่ง ทางบริษัท Schenker DB มาให้บริการ รับของจากเราทั้งสองถุงที่บริเวณ T1 ตอนเช้า พอขี่จักรยานครบ 90km ผ่านจุด check-point ไปแล้วประมาณ 1km จะเจอโต๊ะยาว มีคนถือถุงของเรารอเลย โชว์ฝีมือด้าน logistics สุดๆ ไม่ต้องลงไปหาเอง สบายสุดๆ เอาใจกันขนาดนี้ ให้ใจไปเลย (แอบหวังเล็กๆ เผื่อ race ผ่านเราอาจมี Kerry Express มาช่วยบ้าง ^^)

กลับเข้า T2 จอดรถแล้ว ถึงบริเวณห้อยถุงสีแดง (Red = Run) ต่อด้วยเต้นท์เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม ใส่รองเท้า ออกมาคืนถุงวิ่งเสร็จก็วิ่งได้ ส่วนตัวหนำงานนี้เรื่องเยอะหน่อย ต้องมีพันเทปล็อคข้อเท้านิดๆ เพราะยังเจ็บเอ็นร้อยหวาย

เส้นทางวิ่งเป็นแบบวนไปมานึกถึงเลข 8 ผ่านจุดกลาง ซึ่งเป็นสวนสาธารณะกองเชียร์เยอะ ผ่านทั้งหมด 5 ครั้ง คือออกจาก T1 เลี้ยวซ้ายผ่านสวน ครั้งที่ 1 ไปหมู่บ้าน Krumpendorf ก่อน กลับมาผ่านสวน ครั้งที่ 2 จะได้ไปแล้ว 10km จากนั้นวิ่งเลียบคลองเข้าไปกลางเมือง กลับมาผ่านสวนครั้งที่ 3 คือได้ไปแล้ว 20km ออกไป Krumpendorf อีกครั้ง กลับมาผ่านสวนครั้งที่ 4 ได้ไปแล้ว 30km ตรงเลียบคลองเข้าเมืองอีกครั้ง กลับมาผ่านสวนครั้งที่ 5 ก็ได้เข้าเส้นชัย สรุปคือวิ่งไปหมู่บ้าน 2 ครั้ง วิ่งเข้าเมือง 2 ครั้ง ก็เป็น Ironman แล้ว

ถึงจะวิ่งผ่านสวน 5 ครั้ง แต่ถุง special need จะได้เจอที่ซุ้ม Schenker 2 ครั้ง คือครั้งแรกกับครั้งที่สาม เส้นทางชัดเจน ไม่มีหลง แต่บางช่วงจะแคบมาก โดยเฉพาะช่วงที่กลุ่มเร็วกำลังจะจบ แต่ก็ดีที่ได้เห็นเพื่อนกันตลอดทาง พวกมาเป็นทีมจะให้กำลังใจกันง่ายมาก

ช่วงวันแข่งกว่าจะมืด พระอาทิตย์ตกก็สามทุ่ม (ลืมบอกไปพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ตี 5) cut-off เที่ยงคืน เวลาเต็มที่ 17 ชั่วโมง ทางวิ่งค่อนข้างร่ม ถ้าวิ่งไม่ได้แล้วต้องเดินการกุศลตอนค่ำๆ อาจจะหนาว ควรเตรียมเสื้อกันลมมาเผื่อ

สำหรับคอเบียร์ แข่งเสร็จใน Irondome มีให้ไม่อั้น อาหารไม่หลากหลายเท่าไร ทีเด็ดคือไก่อบครึ่งตัว (เสียดายไม่ได้เอาน้ำจิ้มไก่มา) รับเสื้อ finisher กับถุงใส่เสื้อผ้าใน Irondome ได้เลย แต่เดินกลับไป T1  ไกลหน่อย ถือว่าเดินคลายขา ถ้าไม่ไหวก็มีรถ shuttle รับส่ง ป้ายหน้ารถเขียน IRONMAN

ส่วนเรื่องที่พัก … มีเยอะมากเพราะ Klagenfurt เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ถ้าอยู่โรงแรม โรงแรมส่วนมากจะถูกจองทั้งหมดแล้วผ่านทางตัวแทน Agent ที่เรียกว่า Nirvana Europe ราคาโรงแรมจะแพงเว่อร์มากๆ ประมาณ 2.5 เท่าของค่าโรงแรมในวันปกติ (7,000บาท ขั้นต่ำ/คืน และต้องอยู่อย่างน้อย 4 คืน) แนะนำให้หาพวก Apartment หรือ พวก Hostel หรือ B&B พัก ราคาจะย่อมเยากว่ามาก หนำมาจองทั้งหมด 8 คืน ค่าที่พัก รวมๆ ประมาณ 24,000/2คน มี ครัว ห้องนอนแบบ studio apartment สบายและถูกมากค่ะ ที่สำคัญเหมาะกับคนชอบทานน้ำพริกปลาร้าอย่างเรา ^^

สรุปโดยรวม สนามนี้ สนามว่ายน้ำง่าย เล็งง่าย เส้นทางจักรยาน สวยงามวิวเทือกเขาสลับหมู่บ้านและทะเลสาบ ซ้อมทางเขามาจะปั่นสนุก คะแนนความยาก ให้ 3 จาก 5 ส่วนทางวิ่ง 2 รอบ เพลินๆ ไม่น่าเบื่อ สวยงาม เสียแต่ลัดเลาะเลี้ยว วนเล็กๆ เยอะไปนิด (ไม่ใช่แนวเราเล้ยยย)

ใครสนใจ รีบสมัครนะคะ ก่อนเต็มค่าาาา

เจอกันสนามหน้า IRONMAN FRANKFURT ค่าาา

How To Choose A Perfect Trail Running shoe

มาอีกหนึ่งวันว่างๆค่าาา
ว่ากันต่อด้วยเรื่อง การเลือกซื้อรองเท้าเทรล ?‍♀️?‍♂️????
อยากจะแบ่งลักษณะของรองเท้าเทรล ตามการใช้งานหรือลักษณะการใช้งาน (ตามความถนัด/ความชอบ ของผู้สวมใส่ เป็นหลัก) ได้ดังนี้
1) Shoe Type: ประเภทของรองเท้าเทรล
light trail: ให้นึกถึง ทางวิ่งที้พื้นผิวค่อนข้างเรียบ มีกรวดบ้างเล็กน้อย ทางดินอัดแน่นๆ หรือ ทางเดินตามแนวกันไฟที่คนใช้เดินประจำ ลักษณะของรองเท้าประเภทนี้จะน้ำหนักเบาและค่อนข้างคล้ายกับรองเท้าถนน ดอกยางจะไม่ลึกไม่หนา พื้นรองเท้าจะค่อนข้างคล้ายรองเท้าถนน เลยทีเดียว

Rugged trail: อันนี้ทางจะเริ่มไม่เรียบละ เริ่มเป็นหินก้อนใหญ่ๆ หรือออกแนวต้อง hiking กันบ้างละ หรือ เป็นทางดินที่เละเป็นโคลนหนาๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ดอกยางที่หนาขึ้น และ protection รอบๆรองเท้าด้านนอกมากขึ้นเพื่อป้องกันการเตะ กระแทก รอบๆเท้า และ พื้นดอกยางก้อจะแข็งขึ้น เพื่อป้องกันการที่หินหรือไม้แข็งๆจะขึ้นมาตำเท้า ตัวดอกยางตรงรองเท้าจะเริ่มทีหลายๆทิศทางเพื้อเพื่มพื้นที่การเกาะได้มากขึ้น
2) Cushioning: การรองรับการกระแทก
บางครั้งเราอาจเรียกเป็น stack height หรือ ความหนาของพื้นรองเท้า ประเภทนี้สามารถเรียงได้ตั้งแต่

Barefoot บางเฉียบ ใส่แล้วรู้สึกได้เลยว่าพื้นเป็นพื้นจริงๆ

Minimal หนากว่า barefoot เล็กน้อย

Moderate นักวิ่งเทรลส่วนมากจะเลือกใช้ประเภทนี้

และ maximum


3) Drop: Heel-to-Toe Drop: ความแตกต่างของความสูงจากปลายเท้าสูปส้นเท้า (วัดเป็นมิลลิเมตร)
จะเป็นตัววัดที่สอดคล้องกับ cushioning คือ

Barefoot จะ 0 mm drop

Minimal จะ ตั้งแต่ 0-4mm drop

Moderate กับ maximal จะมีช่วงที่กว้างกว่า แล้วแต่ ความหนา  แต่จะสูงสุดที่ 12mm drop
ให้พยามเลือก drop ให้เท่ากับรองเท้าที่เราใส่อยู่ประจำ ถึงแม้จะรุ่นเดิม แต่ถ้าซื้อใหม่บางครั้งจำเป็นต้องเช็ค drop ของรองเท้าด้วยเช่นกัน เพราะหลายๆครั้งที่ บ. รองเท้าออกรุ่นเดิมแค่เปลี่ยน โมเดล ใหม่
สำหรับใครที่ต้องการจะเปลี่ยนจาก drop เยอะๆ มาเป็น zero drop หรือ minimal แนะนำให้ค่อยๆเปลี่ยน ค่อยๆเพิ่มระยะการใช้งาน อย่าเปลี่ยนเยอะๆในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ ซึ่งส่วนมากจะใช้เวลาหลายเดือนอยู่

4) Fit: รองเท้าที่เหมาะสมกับเรา รองเท้าที่ดีที่สุดไม่ใช่รองเท้าที่ได้รับการรีวิวดีที่สุด แต่ควรจะเป็นรองเท้าที่เข้ากับรูปเท้าของเรามากที่สุด โดยแต่ละยี่ห้อจะมีโครงรองเท้าที่ไม่เหมือนกัน กว้างบ้าง แคบบ้าง มีโค้งบ้าง ราบบ้าง ซึ่งรูปเท้าแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ลองหารองเท้าที่รูปทรงใกล้เคียงกับเท้าเรามากที่สุดดู นั่นจะเป็นรองเท้าที่ดีที่สุดสำหรับเราค่ะ
ที่นี้สุดท้าย การนำไปใช้จริง เลือกอันไหนใช้อันนั้น รองเท้าที่เรามั่นใจที่สุด อยู่กับมันเยอะที่สุด อย่าไปกลัวว่ามันจะเป็นอะไรกลางทางหรือจะไม่ดีพอในวันแข่ง มันใช้งานมาได้นานมาก นานจนเพิ่มระยะอีก 30,40,50,100กม. ก้อคงไม่สึกหรอมากกว่าเดิมเท่าไหร่ ??? ถ้าอยากเปลียนคู่ใหม่ ให้เริ่มจากการนำมาซ้อมก่อนจนมั่นใจนะค้าาา
ว่าแล้ว จะต้องย้ายที่นอนแล้วค่ะ เขยิบเข้าใกล้ที่แข่งขึ้นอีกนิด คราวนี้เดินไปปล่อยตัวยามเช้าได้เลย

เหมาะกับคนตื่นเช้าไม่เก่งและชอบสายแบบหนำเลยค่าา

ที่สำคัญ ถูกมากๆๆๆ เมื่อเทียบกับจองโรงแรมผ่านเอเจ้นแถวเส้นชัย

ไว้มาเล่าให้ฟังต่อค่ะ ว่า จองอย่างไรดี เผื่อใครสนใจจะมาแข่งที่นี่แต่งบน้อยแบบหนำค่าา