อ่านตรงนี้ก่อน – First Thing First
เนื่องจากช่วงหลายปีนี้ ได้มาใช้เวลาซ้อมและทำงานที่เชียงใหม่เป็นส่วนมาก เจ้าจรวดทางเรียบทั้งสองคัน ก็ได้อาศัย “ช่างต่อ” นายช่างใหญ่แห่งร้าน Jacky Bike (หมายเหตุ ร้านนี้มีช่างคนเดียว) เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยด้าน Mechanics ส่วนความสวยงามหรือ ฝั่ง Cosmetics ก็มีตัวช่วยคือ Penguin Bike Cleaning Service by Juis Juis (ซึ่งในขณะที่เขียนนี้ Penguin Bike Cleaning Service ก็ได้ปิดตัวลงอย่างถาวร เนื่องจาก Juis Juis ขอตัวไปทำงานดนตรีที่รักเพียงอย่างเดียวแล้ว)
เนื่องจาก Jacky Bike เป็นผู้แทนจำหน่ายจักรยาน Trek Bicycle อย่างเป็นทางการ ประกอบกับความยากลำบากในการเสาะหาชิ้นส่วนอะไหล่หลายๆ ชิ้นของรถคันเก่าทั้งสอง พี่ Jacky จึงได้ทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อ เอา Athlete’s Profile ไปนำเสนอให้กับพี่นทีแห่ง Probike ได้ผลลัพธ์เป็นรถ Trek Speed Concept 2018 สีดำสนิทคันนี้ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านทั้งสองมา ณ ที่นี้นะคะ
Bike Fitting – หารถที่เข้ากับตัว
หลังจากขี่จักรยานมานับสิบปี ต้องเรียกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำ Bike Fitting อย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่สุด ด้วยเครื่องมือทันสมัยของ Shimano พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญประจำสำนัก Probike ซึ่งก็พบที่หลังว่า ไม่ได้ตก Trend อยู่คนเดียว เมื่อในเวลาไล่เลี่ยกัน ทาง GCN (Global Cycling Network) ซึ่งพึ่งได้ Emma Pooley มาร่วมเป็นผู้จัดรายการ ก็ส่ง Emma Pooley ไปทำ Bike Fitting เป็นครั้งแรกกับ Shimano เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ Emma Pooley เป็นนักปั่นเหรียญเงินโอลิมปิค เคยได้แชมป์โลก (UCI World Champion) ในประเภท Individual Time Trial เมื่อ ปี 2010 และเนื่องจากเธอเป็นนักวิ่งมาก่อน เธอยังเป็นแชมป์ ITU Powerman Duathlon World Championships คนปัจจุบัน โดยเป็นแชมป์มา 4 สมัยติดต่อกันแล้ว
- Emma’s Bike Fit | Saddle Position, Handlebar Setup & Pedalling Technique
- Emma Pooley’s Shimano Bike Fit Geek Edition
ที่ต้องบอกว่า Bike Fitting ครั้งนี้เป็นเรื่องเป็นราวที่สุด เพราะที่ผ่านมา การจัดตำแหน่งการปั่นของตัวเองบนจักรยาน ทำจาก Guide lines ง่ายๆ เบื้องต้น กับความรู้สึกล้วนๆ ลองผิดลองถูกไปแล้วหลายปีและพันกิโลเมตร กว่าจะได้ตำแหน่งที่ลงตัว ก็มีเมื่อยบ้างปวดบ้าง แต่โชคดีที่ไม่ถึงกับเกิดอาการบาดเจ็บอะไร ที่สำคัญก็คือพอเปลี่ยนรถครั้งนึงก็ปรับตั้งจัดตำแหน่งกันใหม่ พอปรับรถเสร็จก็ต้องปรับตัวอีก เพราะรถคันใหม่มักจะจัดท่าให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับคันเก่าไม่ได้ เนื่องด้วยรถแต่ละ Brand หรือแต่ละรุ่น ก็มี Geometry ที่ต่างกันไป ที่สำคัญคือตอนเปลี่ยนจากรถ Road Bike มาเป็น Tri Bike เรียกว่าเกือบจะเอามิติเดิมมาใช้ไม่ได้เลย
การจัดตำแหน่งการปั่นด้วยการวัดแบบเดิม อาจเรียกว่าเป็นแบบ Static Fitting คือ ไม่ได้ดูท่วงท่าในการปั่นประกอบไปด้วย ซึ่งเมื่อปรับตั้งแล้ว จำเป็นจะต้องอาศัยการสังเกตผลของการปรับตั้งที่ทำไปนั้นด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็ดี แต่เราไม่รู้สึก บางครั้งก็ทำให้บางอย่างดีขึ้นจนรู้สึกได้ แต่ก็มีบางอย่างแย่ลง แต่ก็ไม่มากพอจนรู้สึกได้อีก หรือบางครั้งมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แต่หลอกตัวเองว่ามันน่าจะดีขึ้นกว่าตอนไม่ได้ปรับ เพราะดูท่าแล้วมันโปรฯ กว่า ฯลฯ เป็นวัฐจักรไปแบบนี้ไม่จบสักที
ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น การ Fitting ทำกันแบบ Dynamic คือ การปรับตั้ง ทำไปพร้อมกับการปั่นจริงๆ มีการวัดค่าองศาของส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึง Power Output ที่กระทำกับบันไดปั่นแบบ Real Time ซึ่งทำให้เห็นผลกระทบของการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างชัดเจน และทันที

Bike Fitting (ต่อ)
หลังจากติด Sticker ตามข้อต่อต่างๆ และปั่นอยู่บน Rig ที่สามารถปรับตั้งตำแหน่งได้ทุกส่วนแบบ Real Time คือ ปั่นไป ปรับไปได้เลย! ซึ่งปั่นไปได้ไม่นานก็ได้พบความจริงที่เป็นประโยชน์มากคือ
- ขาจาน (Crank arm) ที่ใช้อยู่ ยาวเกินไป (170 mm) ที่เหมาะสม ปั่นสบาย ได้รอบขาที่เหมาะสมขึ้น เข่าไม่กระแทกชายโครง ขาจานต้องสั้นลงอีกคือ 165 mm
- เมื่อองศาของหลักอาน (Seat tube) ชันขึ้น องศาของสะโพกที่เปิดกว้างขึ้น รู้สึกออกแรงได้ง่ายขึ้น และทำให้ Handlebar ลดลงต่ำได้อีก
- แรงกดบนบันไดปั่น เอียงค่อนไปทางด้านเท้านอก ต้องย้าย cleats ที่พื้นรองเท้าให้แรงกดตรงเท้ากับกลางเท้ามากขึ้น ขยับแล้วสบายเท้าขึ้นมาก

ที่จริง ช่วงหลังมีคนถามบ่อยๆ ว่า ไปทำ Bike Fitting ดีไหม เพราะเห็นหลายๆ ที่ เอามาประชาสัมพันธ์ อยากลองไปทำบ้าง อยากจะบอกตรงนี้ว่า Bike Fitting ไม่ได้เป็นเหมือนยาวิเศษที่ทำให้ปั่นจักรยานได้เร็วขึ้น หรือจะทำให้หายจากอาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่เป็นปลิดทิ้ง

Dynamic Bike Fitting คือการ วัดค่า ปรับเปลี่ยน แล้ววัดค่าใหม่ ปรับเปลี่ยนอีกครั้ง แล้ววัดค่าอีกหน … แบบนี้วนไปจนกว่าจะครอบคลุมทุกมิติที่ต้องการจะทราบ อาจเรียกได้ว่าคือการตีแผ่การปั่นออกมาเป็นตัวเลข เช่น (เยอะมาก คิดว่าเขียนไม่ครบแน่ๆ) ในหนึ่งรอบการปั่น สามารถวัดองศาของข้อเท้ากับขา องศาการงอของเข่า องศาที่สะโพกทำกับลำตัว องศาของแขนที่ทำกับลำตัว น้ำหนักการกดบันไดปั่นในแต่ละองศา ลักษณะการกดบันไดในมุมมองจากด้านหน้า ฯลฯ โดยมีค่ากลาง หรือช่วงของค่าที่เหมาะสม เป็นเครื่องช่วยชี้แนะ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า ค่ากลางเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยของประชากร ไมได้หมายความว่าถ้าเราปรับตั้งองศาของจักรยาน จนค่าที่วัดได้จากการปั่นของเราตรงกับค่ากลางนี้แล้ว จะทำให้การปั่นของเรา “ดี” ที่สุด ซึ่งก็อย่าลืมว่าต้องนิยามความ “ดี” ว่า ที่ต้องการคืออะไร เร็ว? ไม่ต้านลม? ปั่นสบาย? ฯลฯ
ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนกับอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจากการศึกษาจะพบว่า มีค่าปกติ ตั้งแต่ 60 – 100 ครั้งต่อนาที ซึ่งไม่ได้หมายความว่า อัตราการเต้นของหัวใจในช่วงนี้ ดีที่สุดสำหรับทุกคน หนำเองถ้าตื่นมาแล้วอัตราการเต้นของหัวใจเป็น อยู่ในช่วง 60 – 100 ครั้งต่อนาที จะถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างมาก
แล้วจะทำ Bike Fitting ไปทำไม?
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เมื่อทำ Bike Fitting แล้ว เราจะทราบถึงมิติของจักรยาน ที่มีขนาดอยู่ในขอบเขตที่สามารถปรับตั้งให้เหมาะสมกับเราได้ หรือเรียกได้ว่า ช่วยให้เลือกขนาดของ Frame ของจักรยานที่จะต้องใช้ได้นั่นเอง ซึ่งเมื่อได้ Frame ที่ถูกขนาดแล้ว การปรับตั้งโดยละเอียดนั้น ก็จะสามารถมีความเป็นไปได้
หลายคนอาจได้บทเรียนราคาแพงนี้มาแล้ว คือได้ Frame ของรถที่ไม่สามารถปรับตั้งให้ใช้งานได้ เช่น เอาหลักอานลงจนต่ำสุดแล้ว ขาก็ยังไม่ถึงบันได หรือเมื่อเอาหลักอานขึ้นจนสุดแล้ว อานก็ยังสูงไ่ม่ได้ระยะที่ต้องการ
สำหรับคนที่มีประสบการณ์การปั่นมาพอสมควรแล้ว การเอารถที่ใช้อยู่ ไปวัดมิติเดิม เพื่อบันทึกไว้ก่อนเป็นระยะอ้างอิง จะมีประโยชน์มาก เพราะหลังจากการทำ Bike Fitting แล้ว อาจพบว่า มิติของรถที่ใช้อยู่นั้นต่างจากที่ได้รับการปรับใหม่อยู่มาก แนะนำว่าให้กลับไปใช้ที่ตำแหน่งเดิมที่วัดไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับไปในทิศทางที่ต้องการ ในบางตำแหน่ง เช่น ความสูงของหลักอาน อาจต้องปรับเปลี่ยนครั้งละไม่มากนัก สำหรับบางคนอาจจะปรับได้เพียงครั้งละ 0.5cm เท่านั้น แล้วออกปั่นยาวๆ สักสองสามครั้ง สังเกตอาการของตัวเองดู ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็ปรับเพิ่มได้อีก

Final Note on Fitting
ทั้งนี้อย่าลืมว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เราจะรู้สึกไม่คุ้นชินเป็นธรรมดา เหมือนนักวิ่งปรับท่าวิ่ง หรือนักว่ายน้ำปรับท่าว่าย ตอนเปลี่ยนใหม่ๆ จะรู้สึกว่าไม่ถนัดเท่าท่าเดิมเสมอๆ แต่ถ้ารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ก็ต้องทำใจให้ยอมรับก่อน เพราะโดยมากร่างกายนั้นปรับได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าใจยุกยิก ไม่ยอมรอให้ร่างกายปรับตัว การไปทำ Bike Fitting ก็จะได้เพียงทราบมิติในอุดมคติเท่านั้น แต่สุดท้ายก็กลับไปปั่นที่ตำแหน่งเดิมๆ

























