Faster Bike Leg – Part 1: Bike Fitting

อ่านตรงนี้ก่อน – First Thing First

เนื่องจากช่วงหลายปีนี้ ได้มาใช้เวลาซ้อมและทำงานที่เชียงใหม่เป็นส่วนมาก เจ้าจรวดทางเรียบทั้งสองคัน ก็ได้อาศัย “ช่างต่อ” นายช่างใหญ่แห่งร้าน Jacky Bike (หมายเหตุ ร้านนี้มีช่างคนเดียว) เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยด้าน Mechanics ส่วนความสวยงามหรือ ฝั่ง Cosmetics ก็มีตัวช่วยคือ Penguin Bike Cleaning Service by Juis Juis (ซึ่งในขณะที่เขียนนี้ Penguin Bike Cleaning Service ก็ได้ปิดตัวลงอย่างถาวร เนื่องจาก Juis Juis ขอตัวไปทำงานดนตรีที่รักเพียงอย่างเดียวแล้ว)

เนื่องจาก Jacky Bike เป็นผู้แทนจำหน่ายจักรยาน Trek Bicycle อย่างเป็นทางการ ประกอบกับความยากลำบากในการเสาะหาชิ้นส่วนอะไหล่หลายๆ ชิ้นของรถคันเก่าทั้งสอง พี่ Jacky จึงได้ทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อ เอา Athlete’s Profile ไปนำเสนอให้กับพี่นทีแห่ง Probike ได้ผลลัพธ์เป็นรถ Trek Speed Concept 2018 สีดำสนิทคันนี้ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านทั้งสองมา ณ ที่นี้นะคะ

Bike Fitting – หารถที่เข้ากับตัว

หลังจากขี่จักรยานมานับสิบปี ต้องเรียกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำ Bike Fitting อย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่สุด ด้วยเครื่องมือทันสมัยของ Shimano พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญประจำสำนัก Probike ซึ่งก็พบที่หลังว่า ไม่ได้ตก Trend อยู่คนเดียว เมื่อในเวลาไล่เลี่ยกัน ทาง GCN (Global Cycling Network) ซึ่งพึ่งได้ Emma Pooley มาร่วมเป็นผู้จัดรายการ ก็ส่ง Emma Pooley ไปทำ Bike Fitting เป็นครั้งแรกกับ Shimano เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ Emma Pooley เป็นนักปั่นเหรียญเงินโอลิมปิค เคยได้แชมป์โลก (UCI World Champion) ในประเภท Individual Time Trial เมื่อ ปี 2010  และเนื่องจากเธอเป็นนักวิ่งมาก่อน เธอยังเป็นแชมป์  ITU Powerman Duathlon World Championships คนปัจจุบัน โดยเป็นแชมป์มา 4 สมัยติดต่อกันแล้ว

ที่ต้องบอกว่า Bike Fitting ครั้งนี้เป็นเรื่องเป็นราวที่สุด เพราะที่ผ่านมา การจัดตำแหน่งการปั่นของตัวเองบนจักรยาน ทำจาก Guide lines ง่ายๆ เบื้องต้น กับความรู้สึกล้วนๆ ลองผิดลองถูกไปแล้วหลายปีและพันกิโลเมตร กว่าจะได้ตำแหน่งที่ลงตัว ก็มีเมื่อยบ้างปวดบ้าง แต่โชคดีที่ไม่ถึงกับเกิดอาการบาดเจ็บอะไร ที่สำคัญก็คือพอเปลี่ยนรถครั้งนึงก็ปรับตั้งจัดตำแหน่งกันใหม่ พอปรับรถเสร็จก็ต้องปรับตัวอีก เพราะรถคันใหม่มักจะจัดท่าให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับคันเก่าไม่ได้ เนื่องด้วยรถแต่ละ Brand หรือแต่ละรุ่น ก็มี Geometry ที่ต่างกันไป ที่สำคัญคือตอนเปลี่ยนจากรถ Road Bike มาเป็น Tri Bike เรียกว่าเกือบจะเอามิติเดิมมาใช้ไม่ได้เลย

การจัดตำแหน่งการปั่นด้วยการวัดแบบเดิม อาจเรียกว่าเป็นแบบ Static Fitting คือ ไม่ได้ดูท่วงท่าในการปั่นประกอบไปด้วย ซึ่งเมื่อปรับตั้งแล้ว จำเป็นจะต้องอาศัยการสังเกตผลของการปรับตั้งที่ทำไปนั้นด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็ดี แต่เราไม่รู้สึก บางครั้งก็ทำให้บางอย่างดีขึ้นจนรู้สึกได้ แต่ก็มีบางอย่างแย่ลง แต่ก็ไม่มากพอจนรู้สึกได้อีก หรือบางครั้งมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แต่หลอกตัวเองว่ามันน่าจะดีขึ้นกว่าตอนไม่ได้ปรับ เพราะดูท่าแล้วมันโปรฯ กว่า ฯลฯ เป็นวัฐจักรไปแบบนี้ไม่จบสักที

ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น การ Fitting ทำกันแบบ Dynamic คือ การปรับตั้ง ทำไปพร้อมกับการปั่นจริงๆ มีการวัดค่าองศาของส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึง Power Output ที่กระทำกับบันไดปั่นแบบ Real Time ซึ่งทำให้เห็นผลกระทบของการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างชัดเจน และทันที

ปั่นไป จัดท่าไป สนุกมาก เตรียมจับ Feeling ของตัวเองก็พอ

Bike Fitting  (ต่อ)

หลังจากติด Sticker ตามข้อต่อต่างๆ และปั่นอยู่บน Rig ที่สามารถปรับตั้งตำแหน่งได้ทุกส่วนแบบ Real Time คือ ปั่นไป ปรับไปได้เลย!  ซึ่งปั่นไปได้ไม่นานก็ได้พบความจริงที่เป็นประโยชน์มากคือ

  • ขาจาน (Crank arm) ที่ใช้อยู่ ยาวเกินไป (170 mm) ที่เหมาะสม ปั่นสบาย ได้รอบขาที่เหมาะสมขึ้น เข่าไม่กระแทกชายโครง ขาจานต้องสั้นลงอีกคือ 165 mm
  • เมื่อองศาของหลักอาน (Seat tube) ชันขึ้น องศาของสะโพกที่เปิดกว้างขึ้น รู้สึกออกแรงได้ง่ายขึ้น และทำให้ Handlebar ลดลงต่ำได้อีก
  • แรงกดบนบันไดปั่น เอียงค่อนไปทางด้านเท้านอก ต้องย้าย cleats ที่พื้นรองเท้าให้แรงกดตรงเท้ากับกลางเท้ามากขึ้น ขยับแล้วสบายเท้าขึ้นมาก
มุมมองจากด้านหลัง เท้าซ้ายแรงกดไม่ตกลงกลางลูกบันได เรียกว่าแทบจะกดด้วยข้างเท้าเลย สาเหตุของการเมื่อยข้อเท้าและ ITB ตึง

ที่จริง ช่วงหลังมีคนถามบ่อยๆ ว่า ไปทำ Bike Fitting ดีไหม เพราะเห็นหลายๆ ที่ เอามาประชาสัมพันธ์ อยากลองไปทำบ้าง อยากจะบอกตรงนี้ว่า Bike Fitting ไม่ได้เป็นเหมือนยาวิเศษที่ทำให้ปั่นจักรยานได้เร็วขึ้น หรือจะทำให้หายจากอาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่เป็นปลิดทิ้ง

Vector ของแรงกดสีฟ้า ของแรงดึงสีชมพู

Dynamic Bike Fitting คือการ วัดค่า ปรับเปลี่ยน แล้ววัดค่าใหม่ ปรับเปลี่ยนอีกครั้ง แล้ววัดค่าอีกหน … แบบนี้วนไปจนกว่าจะครอบคลุมทุกมิติที่ต้องการจะทราบ อาจเรียกได้ว่าคือการตีแผ่การปั่นออกมาเป็นตัวเลข เช่น  (เยอะมาก คิดว่าเขียนไม่ครบแน่ๆ) ในหนึ่งรอบการปั่น สามารถวัดองศาของข้อเท้ากับขา องศาการงอของเข่า องศาที่สะโพกทำกับลำตัว องศาของแขนที่ทำกับลำตัว น้ำหนักการกดบันไดปั่นในแต่ละองศา ลักษณะการกดบันไดในมุมมองจากด้านหน้า ฯลฯ  โดยมีค่ากลาง หรือช่วงของค่าที่เหมาะสม เป็นเครื่องช่วยชี้แนะ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า ค่ากลางเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยของประชากร ไมได้หมายความว่าถ้าเราปรับตั้งองศาของจักรยาน จนค่าที่วัดได้จากการปั่นของเราตรงกับค่ากลางนี้แล้ว จะทำให้การปั่นของเรา “ดี” ที่สุด ซึ่งก็อย่าลืมว่าต้องนิยามความ “ดี” ว่า ที่ต้องการคืออะไร เร็ว? ไม่ต้านลม? ปั่นสบาย? ฯลฯ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนกับอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจากการศึกษาจะพบว่า มีค่าปกติ ตั้งแต่ 60 – 100 ครั้งต่อนาที ซึ่งไม่ได้หมายความว่า อัตราการเต้นของหัวใจในช่วงนี้ ดีที่สุดสำหรับทุกคน หนำเองถ้าตื่นมาแล้วอัตราการเต้นของหัวใจเป็น อยู่ในช่วง 60 – 100 ครั้งต่อนาที จะถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างมาก

แล้วจะทำ Bike Fitting ไปทำไม?

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เมื่อทำ Bike Fitting แล้ว เราจะทราบถึงมิติของจักรยาน ที่มีขนาดอยู่ในขอบเขตที่สามารถปรับตั้งให้เหมาะสมกับเราได้ หรือเรียกได้ว่า ช่วยให้เลือกขนาดของ Frame ของจักรยานที่จะต้องใช้ได้นั่นเอง ซึ่งเมื่อได้ Frame ที่ถูกขนาดแล้ว การปรับตั้งโดยละเอียดนั้น ก็จะสามารถมีความเป็นไปได้

หลายคนอาจได้บทเรียนราคาแพงนี้มาแล้ว คือได้ Frame ของรถที่ไม่สามารถปรับตั้งให้ใช้งานได้ เช่น เอาหลักอานลงจนต่ำสุดแล้ว ขาก็ยังไม่ถึงบันได หรือเมื่อเอาหลักอานขึ้นจนสุดแล้ว อานก็ยังสูงไ่ม่ได้ระยะที่ต้องการ

สำหรับคนที่มีประสบการณ์การปั่นมาพอสมควรแล้ว การเอารถที่ใช้อยู่ ไปวัดมิติเดิม เพื่อบันทึกไว้ก่อนเป็นระยะอ้างอิง จะมีประโยชน์มาก เพราะหลังจากการทำ Bike Fitting แล้ว อาจพบว่า มิติของรถที่ใช้อยู่นั้นต่างจากที่ได้รับการปรับใหม่อยู่มาก แนะนำว่าให้กลับไปใช้ที่ตำแหน่งเดิมที่วัดไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับไปในทิศทางที่ต้องการ ในบางตำแหน่ง เช่น ความสูงของหลักอาน อาจต้องปรับเปลี่ยนครั้งละไม่มากนัก สำหรับบางคนอาจจะปรับได้เพียงครั้งละ 0.5cm เท่านั้น แล้วออกปั่นยาวๆ สักสองสามครั้ง สังเกตอาการของตัวเองดู ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็ปรับเพิ่มได้อีก 

Jig สำหรับจัดมิติรถตามค่าที่ต้องการ ก็ใช้เครื่องนี้แหละ วัดมิติเดิมไว้ก่อน

Final Note on Fitting

ทั้งนี้อย่าลืมว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เราจะรู้สึกไม่คุ้นชินเป็นธรรมดา เหมือนนักวิ่งปรับท่าวิ่ง หรือนักว่ายน้ำปรับท่าว่าย ตอนเปลี่ยนใหม่ๆ จะรู้สึกว่าไม่ถนัดเท่าท่าเดิมเสมอๆ แต่ถ้ารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ก็ต้องทำใจให้ยอมรับก่อน เพราะโดยมากร่างกายนั้นปรับได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าใจยุกยิก ไม่ยอมรอให้ร่างกายปรับตัว การไปทำ Bike Fitting ก็จะได้เพียงทราบมิติในอุดมคติเท่านั้น แต่สุดท้ายก็กลับไปปั่นที่ตำแหน่งเดิมๆ

Fitter สุดหล่อ ใส่ใจทุกรายละเอียด

2018 Club La Santa IRONMAN LANZAROTE Canarias, Spain

DNF

สนามนี้ขออนุญาตเอาตอนจบมาเล่าก่อนนะคะ

ผลสรุปการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจักรยานล้ม ตาม Radiology Report ของ CT Right Shoulder (3D) คือ

  • comminuted fracture involving upper right scapular wing. anterior and inferior glenoid with some displacement.
  • focal depressed fracture at right acromion, nearly involving AC joint.
  • suspected subtle incomplete fracture at right lateral 4th rib.

งานนี้เจ็บและไม่จบ DNF ไปแบบหมดสิทธิ์ไปต่อ ในหัวแว่บตอนแรกกะว่าถ้ารถเสียก็น่าจะเดินทัน แต่พอแขนไม่ยอมยืดลงมาข้างตัวก็พอจะรู้แล้วว่าอาการหนัก ทำใจได้เลยว่าไม่ได้ไปต่อแน่ๆ

สรุปจากคุณหมอทั้งสองประเทศว่า กระดูกแตกหลายจุด แต่ไม่เคลื่อนออกจากกันมากนัก ไม่ต้องผ่าตัด ส่วนแผลก็ไม่ต้องเย็บ เพราะเป็นแบบถลอกหมูแดงที่ไหล่ขวา ศอกขวาและเข่าขวา แต่คงต้องงดซ้อมไปพักนึง ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ที่เป็นห่วงนะคะ ตอบข้อความกันไม่ทันเลยทีเดียว ถ้ายังไม่ได้ตอบใคร ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ

สำรวจความเสียหายแล้ว เจ้าสีนิล Trek Speed Concept 2018 ไม่เป็นไรมาก เสียหายตรง Di2 bar-end shifter ถูกับพื้นถนนซึ่งหยาบมากๆ จนสึกหายไป มือเบรคขวาก็เช่นกัน สึกจนถึงส่วนที่เป็นโลหะ ชุด Shimano Ultegra Di2 นี้ ก่อนแข่งพี่นที (Probike) ลงทุนลงแรงไปหารุ่นล่าสุดที่ขาดตลาดมาให้จากสิงคโปร์ ต้องขอขอบคุณและขออภัยพี่นทีเป็นอย่างสูงค่ะ ทำพังซะแล้ว ทำงานได้แบบไม่มีที่ติตลอดทาง ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงหรือทางขรุขระ เปลี่ยนเกียร์ได้เสมอและได้ไวแบบไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องลุ้น จนโค้งสุดท้ายนี่ละค่า

ส่วน Helmet รับเคราะห์หนักสุด ด้านข้างขวาค่อนไปทางด้านหลังรับไว้เต็มๆ วินาทีนั้นรู้สึกขอบคุณที่ได้ใช้หมวกตัว Top อันนี้ต้องขอบคุณพี่กอล์ฟ แห่ง AJ Plast  เป็นอย่างสูงค่าาา ต่อไปนี้จะไม่ออกปั่นโดยไม่มี Helmet บนศีรษะแน่นอน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจริงๆ นะ ส่วนเสื้อแข่งตัวใหม่สี Hi-vis โดนตัดขาดเป็นชิ้นๆ กระจุยกระจายตั้งแต่รถพยาบาลมารับ แต่ยังเก็บใส่ถุงมาคืนให้พร้อมแว่นตา Swans ปรับแสงคู่ใจและอื่นๆ ครบ ขาดไปแต่ Garmin Edge 800 ผู้ซื่อสัตย์ สงสัยนอนจมฝุ่นภูเขาไฟอยู่ข้างทางไปแล้ว

ได้นอน ICU ที่ Lanzarote ดูอาการไป 3 คืน คืนแรกน้องๆ พยาบาลไม่ให้ทานน้ำ เพราะเผื่อต้องผ่าตัด เศร้ามากเพราะปั่นมา 175 กม. ต้องมาอดน้ำต่อทั้งคืน คุยกับคุณหมอแกบอกว่าวันแข่งปีนี้ที่โรงพยาบาลค่อนข้างเงียบ ปีที่มีฝนตกจะเหนื่อยหน่อย แต่ทางเค้าพร้อมมาก เพราะมากันทุกปี (แว้กกก ถ้าหนูแข่ง ปีหน้าหนูไม่มาแล้วนะค๊าาาา)

ทะเลใส วิวสวย หาดทรายละเอียด ลมแรง เดินทางไกล แดดจัด

พูดถึงชื่อ Lanzarote หลายๆ คน โดยเฉพาะนักกีฬาอาวุโสสักหน่อย จะทราบว่าเป็นสถานที่เก็บตัวซ้อม ของนักไตรกีฬาแถบยุโรปในช่วงหน้าหนาวมานานหลายยุคหลายสมัย เนื่องจากภูมิอากาศที่อบอุ่นกว่าในยุโรป คือประมาณ 15 C ซึ่งพวกเราๆ บางคนอาจจะยังว่าหนาวอยู่ดี กับเส้นทางจักรยานที่สวยงาม ที่พักและอาหารราคาไม่แพงมากนัก

บ้านพักแถวใกล้ๆ หาดนี้ ถ้าไม่เป็นโรงแรมก็เป็นบ้านพักตากอากาศแบบวิลล่าเล็กๆ เป็นส่วนมาก ตกแต่งแข่งกันสวยงาม ถนนหนทางสะอาดเรียบร้อย ปลอดภัยกว่าเมืองใหญ่ๆ ในสเปนมาก

สำหรับการแข่งขัน Ironman Lanzarote นั้น จัดต่อเนื่องกันมา ปีนี้นับเป็นปีที่ 27 แล้ว เรียกว่าจัดกันมาตั้งแต่ Race Director ยังเดินได้คล่อง ตอนนี้ลุง Kenneth Gasque แกเดินไม่ค่อยไหว ต้องปล่อยให้ผู้ช่วยมือขวามาทำหน้าที่ Brief นักกีฬาแทน ตามประวัติบอกว่า ลุง Kenneth แกเป็นนักไตรกีฬาเหมือนพวกเรา ทำงานที่ Club la Santa ตั้งแต่คลับเปิดในปี 1983 แต่ที่ไม่เหมือนพวกเราคือ แกไปแข่งสนาม Kona มาเมื่อปี 1985 แล้วได้แรงบันดาลใจจากหินภูเขาไฟทั้งหลาย อีกไม่กี่ปีต่อมา ลุงก็เริ่มจัด Ironman Lanzarote

By TUBS [GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html) or CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], from Wikimedia Commons

สนามนี้ยังติดอันดับในเรื่องความโหด จากการจัดอันดับของหลายๆ สำนักด้วยนะ เช่น redbull.com220triathlon.comironman.com

Lanzarote เป็นเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ Canary  Islands ซึ่งเป็นของประเทศสเปน แต่ห่างออกมาจากสเปนมาก บินจาก Madrid ใช้เวลาเกือบๆ 4 ชั่วโมง ที่จริงชายฝั่งประเทศโมร็อกโคใกล้กว่า คือห่างไปทางตะวันออกแค่ 100 กม. เท่านั้น เกาะ Lanzarote เป็นเกาะภูเขาไฟ มีปล่องภูเขาไฟเก่ากระจายอยู่ทั่ว มีที่โล่งที่พื้นคลุมไปด้วยหินแตกๆ อยู่ตลอดสองข้างทาง เรื่องลมไม่ต้องพูดถึง จะเห็นธงปลิวสะบัดทั้งวันทั้งคืน

บริเวณจัดงานอยู่ที่เมือง Puerto del Carmen ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ของเกาะ มีโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ตามถนนเลียบหาดค่อนข้างหนาแน่น มีร้านจักรยานหลายร้าน พอจะหาความช่วยเหลือได้ถ้ารถจักรยานมีปัญหา ข้อสำคัญคือมีจักรยานให้เช่าด้วย อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ดี คนที่ทำงานแถวหน้าหาดนี่พูดภาษาอังกฤษได้เป็นส่วนมาก นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษก็ดูเหมือนจะเยอะที่สุดด้วย

Club la Santa

อยู่ห่างจาก Puerto del Carmen เกือบ 30 กม. นักกีฬาต้องมาลงทะเบียน และมาฟัง Brief ที่นี่ เห็นมีคนขี่จักรยานมาเหมือนกัน ไม่รู้มาจาก ​Puerto del Carmen หรือเปล่า แต่ส่วนตัวแล้วขอนั่งรถมาดีกว่า ถ้าไม่เช่ารถขับเองอยู่แล้วก็มีรถบัสบริการรับส่ง นอกจากใครแรงเหลือจริงๆ เพราะทางที่มาทั้งขึ้นเขาและลมแรงใช่เล่น

Transition Area and Bike Check-in

ถึงคิวจะดูยาว แต่ Bike Check-in ที่นี่รวดเร็วมาก อาจเป็นเพราะ Transition Area ตรงไปตรงมา ไม่สับสน มีช่องกว้างตรงกลางช่องเดียว มี Rack อยู่สองข้าง และให้ใช้ทางออกตรงกลางเท่านั้น

Mass Swim Start!

หน้าหาด Playa Grande คือจุด Start/Finish คือจริงๆ แล้ว มีแต่เส้นชัย ที่อยู่บนถนนเลียบหาด ส่วน Transition Area ลงไปอยู่บนหาดทรายเลย ทราบมาว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ย้าย Transition ลงมา เข้าใจว่าเพราะถนนด้านบนค่อนข้างแคบ แต่อยู่ด้านล่างก็สะดวกดี กว้างขวางและไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเลี้ยวไปมา

ว่ายน้ำเป็นแบบ 2 รอบ ต้องขึ้นมาวิ่งผ่านพรมจับเวลา ทรายที่นี่ละเอียดนุ่มมาก ไม่ต้องกลัวติดเท้าเพราะติดแน่นอน ทรายละเอียดเหมือนแป้งแต่สีเทาๆ ดำๆ ติดแล้วไม่ระคายผิว แต่ก็ติดแบบปัดไม่ออก ต้องล้างและถูดีๆ ถึงจะหมด ตอนแรกกะว่าจะเตรียมน้ำมาล้าง สุดท้ายไม่ล้างมันเลยดีกว่า เพราะล้างยังไงก็ไม่หมด

ตอนปล่อยตัว แถวแรกเป็น ​Pro ตามมาด้วยหมวก AWA สีทอง ซึ่งได้สิทธิพิเศษให้ออกตัวด้านหน้าได้ แต่ถ้าใครเป็น AWA แล้ว ไม่อยากออกตัวข้างหน้า ก็สามารถเลือกไปออกตัวกับคนอื่นๆ ด้านหลังได้ ส่วน AG ชายหมวกส้ม กับ AG หญิงหมวกชมพู ให้เลือกออกตามสบาย มีป้ายบอกในคอกเป็นระยะๆ ตามมาตรฐาน คือตามเวลาที่จะว่ายจบ แถวหน้าสุดคือ พวกต่ำกว่า 1 ชม. ถัดไปคือ 1:00 – 1:10 ฯลฯ

ตอนออกตัวมือเท้าหนาแน่นกว่าสองสนามล่าสุดคือ ที่  2017 IM Austria กับ 2017 IM Frankfurt มากๆ เพราะที่นี่เป็น Mass Start คือปล่อยพร้อมกันหมดเวลาถือว่าเริ่มพร้อมกัน จะเสียเวลาไปเล็กน้อยกับการเบียดคน กว่าจะเดินถึงน้ำก็ชนกันไปหลายตุ้บ

ข้อดีคือน้ำใส มากๆ ใสกว่าสระว่ายน้ำบ้านเราหลายๆ ที่ ใสจนเห็นปลาตัวโตๆ หากินอยู่บนพื้นทราย เห็นโขดหินใต้น้ำ เวลาจะว่ายตามเท้าใครก็เลือกได้เลย เห็นกันชัดมาก น้ำเย็นกำลังดี ประมาณ 19 C ถอด wetsuit ว่ายเล่นได้พักใหญ่ๆ ก่อนจะหนาว (ตามกติกาแล้วถ้าต่ำกว่า 24.5C อนุญาตให้ใส่ตอนแข่งได้)

ขึ้นจากน้ำ วิ่งไปเอาถึง Blue Bike Bag ที่ห้อยไว้ ตรงไปเต้นท์เปลี่ยนเสื้อผ้า มีถังน้ำล้างเท้ากับคนคอยช่วยทาครีมกันแดดให้ด้วย สำหรับเราคนไทยแดดแบบ Lanzarote นี้ไม่แสบ ไม่ไหม้ และไม่ดำ แต่จะได้สีผิวออกแทนๆ ถ้าเตรียม SPF50+ ไปเองก็ใช้จังหวะตอนนี้แหละ โปะๆ เข้าไป พร้อมกับลอก Wetsuit เสร็จแล้วก็ตรงต่อออกไปเอาจักรยานได้ สนามนี้จัด Transition Area ได้ตรงไปตรงมามากๆ ไม่มีงง

แข่งระยะ Ironman นี้ ถ้าใครถนัดใส่ชุดจักรยานจริงๆ รวมถึงรองเท้าปั่นจักรยานแท้ๆ แนะนำให้ยอมใช้เวลาเปลี่ยนเลย ไม่ต้องทนใช้ชุดไตรกีฬา หรือรองเท้าปั่นจักรยานที่ทำมาสำหรับการแข่งขันไตรกีฬาก็ได้ ถ้าไม่ถนัด รองเท้าจักรยานจริงๆ มีให้เลือกหลากหลายกว่า รองเท้าสำหรับการแข่งขันไตรกีฬาโดยเฉพาะมาก บางยี่ห้อก็ไม่ทำรองเท้าไตรกีฬาเลย ระยะนี้ขอแนะนำให้เน้นความสบายตัวเป็นหลักเลยค่าาา

ลม เขา ร้อน และทุ่งลาวา

ออกจากเมือง Puerto del Carmen ได้ก็ขึ้น ขึ้น ขึ้น ไต่ไปตามทางลาดยางเลนเดียวที่เรียกกันเล่นๆ ว่า Donkey Track ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นเนินคัดเกรด พวกถนัดไต่ดอยจะขึ้นปื๊ดๆ หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกช้าจะเหงื่อโทรมกายหายใจฟืดฟาด แล้วก็มักจะไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอด 180 กม. ช่วงนี้ลมตีข้างขวาตลอด เหงื่อเหมือนไม่ออก แต่เข้าใจว่าออกมาก็แห้งไปหมด เพราะอากาศแห้งมาก

เส้นทางตอนแข่งจะมุ่งไปทางตะวันตกก่อน ถ้าดูจากในรูปข้างบนคือไปวงซ้ายสุดก่อน ชายฝั่งทะเลตรงนี้สวยมาก น้ำเป็นสีน้ำเงินเข้ม คลื่นลูกใหญ่มาก กระทบฝั่งแตกเป็นสีขาว แต่ลมก็แรงมากตามไปด้วย ลมตีข้างบ้าง เข้าหน้าตรงๆ บาง แต่มีลมตลอด

จากนั้นตามด้วยวงถัดมา ซึ่งถนนเป็นเส้นตรงสุดสายตา ผ่ากลางทุ่งลาวา ทวนลมเกือบตลอดทางก่อนจะหักลงใต้ ลงเขาลมส่งนิดๆ แล้วก็ได้เวลาขึ้นเหนือ จากในรูปคือเฉียงขวาไปวงด้านบน

มุมนี้คือจากหัวเนิน มองกลับลงไป เวลาปั่นจริงมองมาจากด้านหลัง มันจะดูโหดร้ายกว่านี้หน่อย

ตรงนี้ขึ้น ขึ้น ขึ้น ไปถึงจุดสูงสุดของสนาม ซึ่งข้างบนหนาวกึ๋ย และทวนลมตลอด วงด้านบนมีช่วงลงเขาแบบ”โค้งเจ็ดพับ” บนทางสายสะเมิงด้วย แต่ยาวกว่าและทางกว้างกว่า ดีว่าให้ลงอย่างเดียว ส่วนพอเสร็จก็เป็นขากลับ กลับลงมาติ่งเล็กๆ ที่เป็นเส้นเดียว คือไปให้สุดแล้ว U-turn กลับตรงวงเวียนเอาดื้อๆ แล้วก็พุ่งกลับ Puerto del Carmen ไปวิ่งต่อได้

Elevation Gain รวมตลอดเส้นทางคือ 2508ม. ถ้าใครไปซ้อมที่เชียงใหม่ ปั่นรอบสะเมิง Classic จะได้ gain ประมาณ 1750 ม. ต้องไปขึ้นดอยสุเทพต่ออีก 1 รอบ ถึงจะพอดีกัน จำนวนรถ Tri Bike กับรถ Road Bike ในสนามนี้น่าจะใกล้เคียงกันมาก เพราะลมแรงมาก ถ้าน้ำหนักตัวไม่มาก ลง Tuck Position ไม่ได้ ใช้รถ Tri Bike ไม่ค่อยได้เปรียบคนตัวเบาๆ ที่สำคัญต้องเลือกล้อหน้าขอบต่ำนิดนึง

ช่วงที่จักรยานล้มคือกำลังเข้าวงเวียนสุดท้าย ก่อนเข้า Puerto del Carmen ใกล้ T2 มากๆ แล้ว แต่ใกล้โรงพยาบาลมากกว่า เลยไปเที่ยวโรงพยาบาลแทน อ้าวว

** ข้อมูลที่เหลือ ต่อจากนี้ไป มาจากนักกีฬาที่เหลือรอดไปเข้าเส้นชัยได้นะคะ **

ใน Transition Area คราวนี้ไม่ต้องเอารถไปแขวนเอง! ที่หัวแถวของ Rack จะมีอาสาสมัครคอยมองหมายเลขของเราอยู่ ถ้าเป็นหมายเลขที่จะต้องจอดในบริเวณที่เค้าดูแล เค้าจะช่วยเรียกด้วย ช่วยได้มากในจังหวะนี้เพราะสมองเริ่มเรียงเลขไม่ถูกแล้ว จำได้ว่ารถคันแรกที่หัวแถวเบาะเป็นลายธงชาติอังกฤษ แต่มันยังไม่กลับมา ดีว่ามีอาสาสมัครคอยเรียก ไม่งั้นวิ่งเลยไปแล้ววว

พี่หนุ่มแห่ง Runner’s Journey ไปแข่งเที่ยวนี้พร้อมอุปกรณ์การถ่ายทำเต็มพิกัด ไปขออนุญาต Race Director ด้วยตัวเองเลย ได้รับอนุญาตให้ถ่ายคลิปได้หลายช่วง ตามไปดูได้เลยนะคะ ปกติคลิประหว่างการแข่งขันหายากมาก เพราะเค้าไม่ค่อยอนุญาตให้ใครมาถ่ายง่ายๆ ถ้าไม่ได้ขอแล้วแอบถ่ายมีสิทธิ์ถูกจับ DQ เลยทีเดียว กล้อง Official ก็ตามถ่ายแต่พวกโปร นานๆ จะเห็นบรรยากาศของมนุษย์ทั่วไปแบบนี้ค่ะ

 วิ่ง 1 Half กับ 2 Mini (3 lap, 1 ยาว + 2 สั้น)

คว้า Red Run Bag ได้ก็ตรงไปที่เต้นท์เปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลย สนามนี้ Transition มันตรงดีจริงๆ ไม่มีสับสน ถอด Helmet เปลี่ยนรองเท้าวิ่งขึ้นทางลาด ผ่านหลังเส้นชัยไป เหมือนออกแบบมาให้ได้กลิ่นเส้นชัยก่อน แว้บๆ

จากนั้นก็วิ่งบนทางเลียบหน้าหาดไปตลอด รอบแรก 20 กม. ตรงไปไม่ต้องคิดอะไร  10 กม. ผ่านปลาย Runway มีเครื่องบินลงข้ามหัวเป็นระยะๆ ถนนเลียบหาดมีร้านอาหารเกือบตลอดทาง เห็นคนนั่งกินเบียร์เย็นๆ แล้วมีกำลังใจ วิ่งจบเมื่อไรละน่าดู (คนเล่า เล่ามาแบบนี้ท่าทางจะหิวเบียร์มากกว่าหิวข้าว ซะละมั้ง) ผ่านจุดกลับตัวแล้วก็มาผ่าน Runway อีกรอบ ลมค่อนข้างแรง แต่ก็ทำให้ไม่ร้อน คนเชียร์ตลอดทาง ไม่หนาแน่นแต่ก็ไม่เคยเงียบ หลายคนตั้งใจเชียร์มาก ไม่ใช่แค่บังเอิญผ่านมา

ครบ 20 กม. แรก จุดกลับตัวอยู่ก่อนเส้นชัยแค่ 20 เมตร ใกล้กว่าที่ Hokkaido เรียกว่าใกล้แค่เอื้อม แต่ก็ขาดไป 22 กม. รับที่มัดผมสีเหลืองใส่ข้อมือได้ก็กลับตัว คราวนี้ตรงไปอีก 5.5 กม. (รอบ2) ก็ถึงจุดกลับตัว ไม่ต้องไปผ่าน Runway แล้ว

กลับถึงหน้าเส้นชัยคราวนี้ ได้มา 31 กม. แล้ว ได้แต่มอง นักกีฬาคนอื่นได้ตรงเพื่อเข้าเส้นกันแล้ว มีความอิจขั้นสุด  (อย่าให้ถึงทีเราบ้างน้าา) ก้มหน้าก้มตารับที่มัดผมสีน้ำเงิน แล้วก็วิ่งออกไปใหม่ (รอบ 3 เหมือนรอบ 2 เล้ย) ช่วงนี้เริ่มมืดมากแล้ว กองเชียร์ในร้านอาหารก็ผ่านไปแล้วหลายแก้ว เสียงเชียร์มันเริ่มดังแบบอ้อแอ้ๆ กลับตัวแล้ววิ่งทางตรงสุดท้ายนี่ เริ่มมีวัยรุ่นฟุบอยู่ข้างทางละ สงสัยเพราะลิเวอร์พูลแพ้ไป 3 -1

ถึงหน้าเส้นชัย ทางที่เคยปิดก็เปิดกว้างเพราะอิทธิฤทธิ์ของที่มัดผมสองเส้นที่ข้อมือ เสียงประกาศชื่อดังมาแต่ไกล ช่วงนี้ใครเคยเข้าเส้นชัยหลังจากไปวิ่งเล่นมาสิบกว่าชั่วโมงจะรู้ว่ามัน ตื้นตันใจและที่สำคัญคือโล่งใจมาก

Paella, Roast Chicken, Beer & Ice cream

อาหารหลังแข่งอุดมสมบูรณ์มากๆ แต่เสียดายสมาชิกหายไปเกือบครึ่ง ที่เหลือเลยไม่มีใครเฮฮาฉลองแข่งจบ เก็บของแล้วโยกเยกกลับโรงแรมกันแบบเงียบๆ

สนามนี้ DNF เฉลี่ยประมาณ 11% แต่ปีนี้ ดีกว่าค่าเฉลี่ยเพราะเค้าว่ากันว่าอากาศดี ลมไม่แรงมาก แค่ 30 กม.ต่อ ขม. ! มี DNF แค่ 9% เท่านั้น

สรุป

สนามนี้วิวสวยมากๆ โดยเฉพาะเส้นทางจักรยาน ถ้าซ้อมไม่พอ หรือไม่แข็งแรง ขึ้นเขาไม่เก่ง สู้ลมไม่ได้ จะเจอทั้งลมและเขา อาจเห็นเวลาปั่นแตะ 8-9 ชั่วโมงเอาง่ายๆ

ว่ายน้ำกับวิ่งไม่ยากเกินไป น้ำใสมาก ถ้าโชคดีก็ไม่มีคลื่น ถ้าโชคร้ายจะมีคลื่นด้านข้าง ส่วนทางวิ่ง วิ่งได้ต่อเนื่องดี ไม่วนจนเวียนหัว สำหรับคนไทยเราตอนวิ่งไม่ต้องกลัวร้อน เพราะบ้านเราร้อนกว่าเยอะ อีกอย่างคือกว่าเราจะลงจากจักรยานก็บ่ายแก่ๆ แล้วไง 555

การเดินทางบนเกาะก็สะดวก ค่าเช่ารถไม่แพง Taxi ก็ไม่แพง สนามบินก็ทันสมัย ไม่แออัด ถ้าไม่ชอบใคร แนะนำให้ชวนมาแข่งให้สาสมเลยค่าาา

ปล.

From elite triathlete to elite paratriathlete in nine months

เรื่องของสาวใจเหล็ก Lauren Parker นักไตรกีฬาสาวชาวออสเตรเลีย ซึ่งเคยได้ที่ 2 ในรุ่นอายุที่ Kona ปี 2015 แต่ประสบอุบัติเหตุรุนแรงขณะซ้อมจักรยาน สาเหตุจากยางจักรยานระเบิดพร้อมกันทั้งสองล้อ หลังหัก เป็นอัมพาตครึ่งตัวล่าง

ได้รู้เรื่องของเธอแล้ว ต้องนับว่าตัวเองโชคยังดีมากๆ เพราะอุบัติเหตุที่เกิดที่ความเร็วสูงนี่ เกิดเรื่องเศร้าหลายรายแล้ว เกิดได้ในเสี้ยววินาทีเดียวจริงๆ

Ironman Frankfurt-Germany European Championship 2017

Ironman Frankfurt 2017

Frankfurt เป็นเมืองใหญ่มากเมืองหนึ่งของประเทศเยอรมัน มีแม่น้ำที่มีตัวสะกดชวนงง คือแม่น้ำ Main (ไมน์) ไหลผ่าน เวลาเดินทางตามสถานีรถไฟ ถ้าเห็น Main ต้องเตือนตัวเองว่า เค้าหมายถึงแม่น้ำ ไม่ได้แปลว่า “main” นะ แถมยังมีเมืองเล็กๆ ใกล้ๆ Frankfurt ชื่อ Mainz ให้ชวนงงอีก ถ้าเป็นแฟนบอลบุนเดสลีกา คงจะรู้ว่ามันคือเมืองช่ือ “ไมนซ์” ไม่ใช่ main แบบเยอรมัน เลยมีตัว Z แถมมาด้วย แบบที่นักกีฬาทีม Z-Coaching บางคนเข้าใจผิด เลยหลงไปซะไกลเลย (หุ หุ) #มันก็จะงงๆ หน่อย

1 race  2 transition areas

โชคดีที่ผู้จัดไม่ได้เลือกให้ว่ายน้ำในแม่น้ำ Main เพราะเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ๆ แล่นผ่านบ่อยๆ และท่าทางน้ำจะไหลเร็วพอสมควร สถานที่แข่งว่ายน้ำเป็นทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มาก ชื่อ Waldsee ซึ่งไม่ได้อยู่ในเมืองเลย แต่อยู่ทางตอนใต้ของเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15km ทำให้การไปซ้อมว่ายน้ำในสถานที่จริงทำได้ไม่ง่าย ต้องขึ้นรถไฟแล้วเดิน หรือนั่งรถโดยสารประจำทางไป ถ้าใช้รถส่วนตัวก็จะมีปัญหาเรื่องที่จอดรถเล็กน้อย อาจจะต้องจอดไกลหน่อยแล้วเดินเหมือนกัน นอกจากจะไปซ้อมยากแล้ว เนื่องจากสนามวิ่งอยู่ในเมือง ทำให้ T1 กับ T2 ไม่ได้เป็นที่เดียวกัน!

 

ไม่ได้เป็นที่เดียวกันแล้วไง? มันแปลว่าในส่วนของนักกีฬามีอะไรต้องทำเพิ่มขึ้น อย่างแรกคือ Bike Check-in ถ้าไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องนั่งรถไป ซึ่งทางผู้จัดก็เตรียมไว้ให้เรียบร้อย เป็นรถเมล์ขนทั้งนักกีฬาและจักรยานเบียดๆ กันไป หลายคนไปช้า เจอคิวยาว รวมเวลาไป-กลับ ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ในวันก่อนแข่ง (ซึ่งเป็นวันที่เราอยากอยู่นิ่งๆ ให้มากที่สุด) อย่างที่สองคือ Red Bag (Run Bag) เมื่อเอาไป Check-in ในวันก่อนแข่งแล้ว เราจะไม่ได้เจอกับมันอีกเลย จนถึงเวลาแข่งจริง (ปกติจะเอาของไปใส่เพิ่มเติมได้ตอนเช้าวันแข่ง) เช่น ถ้าลืมหมวกสำหรับใส่วิ่ง แปลว่าถ้าไม่เอาไปใส่ไว้กับ Blue Bag (Bike Bag) เช้าวันแข่ง แล้วพกไปตอนปั่นจักรยานด้วย ก็จะไม่มีหมวกใส่วิ่งล่ะ อย่างที่สามคือ ตอนลงจากจักรยาน เราจะต้องไปเอาถุง Red Bag ที่เราไม่ได้เอาไปแขวนไว้เอง (กรณีที่เอาถุงทั้งสองใบไป Check-in พร้อมจักรยาน) พอลงจากจักรยานต้องมีสติพอที่จะหาราวที่แขวนของตัวเองเจอ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในวันที่ตื่นตีสี่ ว่ายน้ำและขี่จักรยานมาแล้วครึ่งวัน กลางแดดจัดๆ เวลาบ่ายสองโมง ต้องมาคิดว่า ระหว่าง 1820 – 1856 กับ 1790 – 1819 เลขของเราคือ 1865 จะอยู่อันไหน (ความซวยคือ มันไม่อยู่ทั้งสองอัน แล้วอันที่มี 1865 ไปทางไหน!!!! ไรแว๊ๆๆ แง๊ๆๆ) #มันก็จะต้องหาๆ หน่อย

ว่ายน้ำ 2 รอบ ไม่ซ้ำกัน

ตื่นเช้าก็ต้องไปขึ้นรถเมล์ที่ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้ ในเมืองมีจุดรับนักกีฬาสองสามจุด ใกล้ตรงไหนไปตรงนั้นได้เลย ยืนเบียดๆ กันไปครึ่งชม. ก็ถึงที่ปล่อยตัว

น่าจะเป็นมาตรฐานของ Ironman ไปแล้วที่จะปล่อยตัวแบบ rolling start คือทุก 5 วินาที จะปล่อยตัวหน้ากระดานทีละ 8-10 คน เพื่อการเริ่มต้นวันที่ดีของทุกคน ไม่ต้องไปตบตีกันแต่เช้า ข้อดีมันก็ดีจริง ไม่มีคนว่ายขวางทางมาก คนแซงก็ไม่มาก แต่ก็ทำให้เวลาการปล่อยตัวนานมากๆ ไปด้วย คนท้ายๆ ออกตัวหลังจากคนแรกร่วมๆ 20-30 นาทีได้ ถ้าใครปวดฉี่ตอนรอแนะนำว่าฉี่ใน wetsuit เลย เพราะเวลาตัวเปียกน้ำหรือเปียกเหงื่อแล้ว ถอดแล้วจะใส่ไม่ได้อีกเลย

ทะเลสาบน้อยๆ ถูกแบ่งเป็น 2 วงใหญ่ๆ วงแรกอยู่ทางขวา ขนาดเล็กกว่า ว่ายตรงออกไป วนซ้าย (อีกแล้ว) เรียกว่าแทบไม่เป็นวง เป็นแบบตรงออกไป เลี้ยวแล้วก็ว่ายนิดหน่อยก็ตรงกลับเข้ามา ว่ายเลี้ยวตรงหัวจะสั้นๆ ก็ได้ตรงกลับ ขากลับจะย้อนแสงแบบเต็มๆ เหมือนที่ลากูน่าภูเก็ต ยากกว่าตรงที่แนวต้นไม้สูงเสมอกันหมด ต้องเล็งทุ่นใกล้ๆ ซึ่งอยู่ซ้ายมือ (อีกแล้ว) และต้องไม่เล็งผิด เพราะทุ่นของพวกว่ายขาออกก็อยู่ไม่ไกลกันมาก เรือทำงานหนักกันมาก ณ จุดนี้ เพราะอีกฝั่งที่เค้าว่ายย้อนแสงกลับมา อยู่ดีๆ มาโผล่ชนกับเราได้ เห็นจะๆ เลยคือ บางคนแกล้งมั่วๆ กลับตัวเลยก็มี เล่นซะเราอยากทำตามเลย คนยิ่งกลัวๆ ว่ายน้ำอยู่ ฮึ แต่แถวนี้ตามใครไม่ค่อยได้ เพราะงงเด้ๆ กันทุกคน ขึ้นมาตื๊ดเสร็จกลับลงไปวงที่สอง วงนี้ก็เลี้ยวซ้ายอีก แล้วก็ยากไปอีกแบบกับวงแรกเพราะเป็นวงที่มีหลายเหลี่ยม เลี้ยวง่ายก็จริงเพราะไม่ต้องเอียงตัวมาก แต่เลี้ยวหลายทีหน่อย ดีว่าเส้นตรงสุดท้ายก่อนว่ายเข้า จะไม่ย้อนแสงแล้ว ซุ้มสีเหลืองเห็นชัดมาก ตรงขึ้นฝั่งเดินยาวเข้า transition area ได้เลย ดูจาก Strava รวมตอนจูงรถด้วย ได้มา 700m #มันก็จะไกลๆ หน่อย

จักรยาน 2 รอบ ไม่ราบ และมีที่ไม่เรียบ

จากริมทะเลสาบปั่นเข้าเมืองจะราบเรียบ เย็นสบาย (เพราะตัวเปียกและยังเช้าอยู่) ประมาณ 15km ก็จะถึงเมือง เข้า loop แรก จะผ่านสะพานข้ามน้ำ Main และมองเห็น T2 ด้วย แถวนี้กองเชียร์หนาแน่นมาก ที่เอา Special Need หรือถุงของจำเป็นสำหรับช่วงปั่นจักรยาน ก็อยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้ ถ้าจำเป็นต้องเอาของ ต้องมองหาให้ดี

บนถนนในเมืองจะมีเศษแก้วจากนักดื่มที่เมากันในคืนวันเสาร์ ดักไว้ในบางมุม พอออกจากเมืองได้ก็โล่งสบาย ถนน rolling ขึ้นๆ ลงๆ เนิบๆ ไปเรื่อย ทำความเร็วได้มาก นอกเมืองทางจะเป็น highway บ้างช่วงแรก ขาแรงจะกดหนักหายไปแถวนี้ จากนั้นจะเริ่มเข้าหมู่บ้าน มี cobble stone โบราณที่เค้าอนุรักษ์ไว้ เป็นทางขึ้นเนินไปโบสถ์ อยู่ช่วงสั้นๆ แต่กระเทือนสุดๆ กระติกน้ำ กระป๋องใส่เครื่องมือ สูบลม เจล แซนวิช CO2 กระจายเกลื่อน นับถือนักปั่น Paris-Roubaix ก็ตอนนี้ ช่วง cobble stone หรือที่ในการแข่ง Paris-Roubaix เรียกว่า pavé จะมีทั้งหมด มีประมาณ 55km ของเราเจอ 500m แทบตกจักรยาน เปลี่ยนเกียร์แทบไม่ได้ทั้งๆ ที่ใช้ Di2 #มันก็จะสั่นๆ หน่อย

 

ขากลับเข้าเมืองจะเป็นทางลง รู้ตัวอีกทีก็ถึงสะพาน มุมที่เห็น T2 อีกครั้ง หักเลี้ยวซ้ายออกไป loop 2 ก่อน รอบหน้าถึงจะได้เลี้ยวขวาเข้า T2 ถ้าใครจะถอดรองเท้าบนรถ ควรจำหน้าตาตึกแถวนั้นไว้ให้ดี จะได้ถอดรองเท้าทันก่อนเลี้ยว เพราะเป็นทางลาดลงจากคอสะพาน

ที่ T2 นี่ดีอย่างคือ เอารถจักรยานให้เจ้าหน้าที่ไปเลย ไม่ต้องวิ่งจูงรถไปเก็บเอง ข้อเสียคือตอนแข่งเสร็จต้องมาหารถเอง เค้าจะแบ่งที่จอดตามเวลาเข้า T2 ของเรา ซึ่งก็คลาดเคลื่อนไปประมาณ 2-3 ราว ต้องหาเป็นบริเวณกว้าง #มันก็จะต้องหาๆ หน่อย

หา Red Run Bag

ถ้าเอาถุง Run Bag มา Check-in ด้วยตัวเองที่ T2 ก็จะได้แขวนที่ rack ของตัวเอง และได้โอกาสหาวิธีจำ ว่าอยู่ตรงไหน ถ้าวัน Bike Check-in เอาถุง Bike Bag และ Run Bag ไปพร้อมกัน ทางผู้จัดจะเอาถุง Run Bag มาแขวนให้ วันแข่ง #มันก็จะต้องหาๆ หน่อย

วิ่งวนไปค่ะ

ข้อดีของสนามวิ่งที่นี่คือ วิ่งเลียบแม่น้ำไมน์ตลอด ไม่มีข้ามถนน แต่มีข้ามสะพาน รอบละ 2 หน วิ่งวนทั้งหมด 4 รอบ รอบละ 10.5km รับยางรัดผม 4 สี เป็นอันเสร็จพิธี จุดให้น้ำถี่ยิบ ห่างกันไม่ถึง 2km วนผ่านทางแยกเข้าเส้นชัยแต่ละครั้ง ก็เข้าใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆ กองเชียร์มีตลอดทาง จนรอบท้ายๆ จะบางตาหน่อย เหลือนักวิ่งอยู่สองสามสถานะ คือ นักวิ่งสถานะร่อแร่ เดินไปอาเจียนไปบ้าง เพราะระบบทางเดินอาหารเริ่มรวน เดินโยกเยกบ้างเพราะขาช้ำ บางพวกสถานะดีหน่อยก็เดินคุยกันมุ้งมิ้ง คือจบทันแน่นอน พลังยังมีแค่วิ่งไม่ได้ กับพวกสถานะหนีตายเพราะลงจากจักรยานช้า อาจจะเพราะว่ายน้ำช้า หรือปั่นช้า (หรือทั้งสองอย่าง) พอเท้าแตะพื้นก็วิ่งหน้าตั้ง ที่เห็นหลายคนแบบนี้เป็นชาวญี่ปุ่น วิ่งเก่งจริงๆ แต่ #มันก็จะลุ้นๆ หน่อย

ถุง Special need ตอนวิ่งจะเจอทุกรอบ แวะเอาของได้ 4 หน ถ้าจำเป็นจริงๆ หรือถ้าเสียดายของที่ใส่ไว้ ก็แวะเอาคืนมาแบกวิ่งรอบสุดท้ายด้วย หรือจะแวะทาครีมกันแดดแต่งหน้าทำผมทุกรอบก็ไม่ว่ากัน

เนื่องจากเป็นสนามชิงแชมป์ยุโรป ถ้าลงมาวิ่งไม่ช้าเกินไปจะทันเจอพวกสาวๆ ขาแรงระดับโลก มาวิ่งแซง ให้ลองวิ่งตามได้ จะได้ชื่อว่าเคยวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับแชมป์มาแล้ว (น่าเคียงไปได้ประมาณ 10m) แต่พวกแชมป์ผู้ชายจะจบไปแล้วตั้งแต่เรากำลังวิ่งรอบแรก นึกๆ ดูแล้ว จะหากีฬาชนิดไหนที่มือสมัครเล่นปลายแถวอย่างเรา นอกจากจะได้ใช้สนามแข่งเดียวกับแชมป์โลกแล้ว ยังได้แข่งพร้อมกันอีก #มันก็จะฟินๆ หน่อย

 

สนามนี้ logistic ไม่ง่ายเพราะ T1 กับ T2 อยู่คนละที่ ไปซ้อมว่ายน้ำยากหน่อย ซ้อมจักรยานก็ไม่ง่าย เพราะทางเลียบแม่น้ำเศษแก้วเยอะ ในเมืองรถเยอะแถมมีรถราง บรรยากาศตรงกันข้ามกับ Ironman Austria มาก เพราะ Klagenfurt เป็นเมืองเล็ก ถนนโล่งไปหมด

Frankfurt เป็นเมืองใหญ่ มีข้อดีคือที่พักหาไม่ยาก แต่บางบริเวณจะมีผู้อพยพชาวต่างชาติเยอะหน่อย ขอทานเยอะมาก ตามสถานีรถไฟหยุดนิ่งไม่ค่อยได้ รู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะจะมีคนมาสะกิดตลอด

 

ตลอดวันตามที่สาธารณะก็จะมีคนคอยคุ้ยขยะ เอาขวดน้ำพลาสติก PET กับขวดแก้วไปขาย เพราะเอาไปใส่เครื่องที่รับขยะ recycle ตามซุปเปอร์มาเก็ตแล้วเค้าให้เงินเลย นั่งรถไฟอยู่พอทานน้ำหมดขวด มีคนมาสะกิดขอขวดเปล่าเอาดื้อๆ ก็มี ต่างกับที่เคยมาล่าสุดเมื่อปี 2012 เลย ตอนนั้นมายังรู้สึก สงบ สวยงามและปลอดภัยกว่านี้ จะว่าไป ก็ลงสนามนี้มาครั้งที่ 3 แล้ว เพราะชอบ วิว และ ความสวยงามของสนาม แต่กลับมาคราวนี้ รู้สึกตรงกันข้าม หรือเพราะเพิ่งไปเมืองเล็ก สวย สงบ แบบ Klagenfurt มาก็ไม่แน่ใจ

สรุป

สำหรับสนามนี้ การฝึกซ้อมก่อนแข่ง นิดๆ หน่อยๆ ทำได้ยากมาก ยกเว้นวิ่ง ที่วิ่งที่ไหนก็ได้นะ

เส้นทางว่ายน้ำ สวย ว่ายไม่ยาก ยกเว้นช่วงชุลมุนของ loop แรก ที่มันจะมึนๆ กันหน่อย เส้นทางจักรยาน สวยงาม มีลม มีเขา เป็นระยะๆ ง่ายกว่า Klagenfurt อยู่นิด ตรงที่ climb น้อยกว่า แต่ก็ต้องซ้อมทางเขามาบ้างนะคะ ถึงจะปั่นได้สนุกๆ เส้นทางวิ่ง ตรงๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เจอเพื่อนๆคนไทยนักแข่งด้วยกันเยอะดี เพราะวิ่งวนไปวนมา ก็ตะโกนคุยกันไป ตามแต่ศรัทธา เป็นสนามวิ่งที่ถ้ามีแรงวิ่ง เวลาดีแน่นอนค่ะ #มันก็จะต้องวิ่งหน่อย

 

ส่วนใครจะมาสนามนี้ แนะนำให้ซ้อมๆๆๆ เยอะๆ นะคะ cut-off 15ชม. ที่นึกว่าจะมาเดินชิวๆ ตอนแรกๆ  ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนเลย ประมาณว่า วิ่งบ้างก็ได้นะ ไม่งั้นจะไม่ทัน แต่เป็นอีกหนึ่งสนามที่ใครไม่เคยมา แนะนำให้ลองมาบ้างนะคะ สัมผัสความเร็วแบบระดับโลกดู ให้ความรู้สึกคล้ายๆ Ironman Kona กลายๆ เลยล่ะค่าาา

Ironman Austria – Kärnten 2017

Ironman Austria – Kärnten 2017

Kärnten หรือแคว้น Carinthia ของประเทศออสเตรีย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Alps ตอนใต้ มีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและอุ่นที่สุดในบรรดาทะเลสาบที่กระจายอยู่ตามหุบเขาต่างๆ ของเทือกเขา Alps ชื่อของทะเลสาบคือ Wörthersee เกริ่นมาซะยาว จะบอกว่าเราแข่งว่ายน้ำในทะเลสาบนี้แหละค่ะ

ว่ายน้ำในทะเลสาบสีสวยรอบเดียว เลี้ยวซ้ายตลอด ทำให้ไม่ต้องคิดมาก ใครว่ายน้ำหายใจข้างขวาข้างเดียวอาจจะคิดว่ามองทางยาก แต่พอว่ายจริง จะมองเห็นชายฝั่งของทะเลสาบ ขนานไปกับเราตลอด ที่สำคัญมีเรือขนาบด้านขวาด้วย มองเรือก็ได้ เกาะเรือก็ได้ (เกาะเรือหรือเกาะทุ่น ถ้าไม่มีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในขณะที่เกาะ กติกา Ironman ให้ทำได้ ไม่เป็นไร เอาปลอดภัยไว้ก่อน เกาะเรือ ทำใจ จัดหมวก จัดแว่นตาว่ายน้ำ ไม่ถือว่า DQ นะค๊าาา เกาะแล้วไม่ต้องกลัวเค้าให้แข่งต่อไปได้)

ปล่อยตัวเป็น rolling start ไม่ต้องตบตีกันมาก 1000m สุดท้าย จะเป็นการว่ายในคลอง มาที่ T1 ตรงนี้คนอาจจะแน่นหน่อย แต่ส่วนมากหมดฤทธิ์กันแล้ว ค่อยๆ หาช่อง แซงได้แบบเนิบๆ แล้วขึ้นจากน้ำ ลอดใต้โรงแรม ไปที่ T1 ซึ่งเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่

T1 กว้างขวาง ถึงบริเวณเอาถุงสีน้ำเงิน (Blue = Bike) แล้วต่อด้วยเต้นท์เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกมามีห้องน้ำเคลื่อนที่หลายตู้ ที่แขวนจักรยานอยู่ตามช่องที่จอดรถ ห่างกันค่อนข้างมาก ก่อนออก T1 มีช่างซ่อมจักรยานให้อุ่นใจด้วย

เส้นทางจักรยานไม่มีราบๆ ยาวๆ ตรงๆ ให้ปั่นความเร็วคงที่ แต่เป็น rolling course ขึ้นๆ ลงๆ ที่ไหลลงถ้าไม่ปล่อยไหลลงก็จะได้เห็นเลข 4 เลข 5 ขึ้นต้นให้ชื่นใจ สลับกับขึ้นเนินสั้นๆ ไม่ชันมาก ขาแรงแทบไม่ต้องลงจานหน้าเล็ก ที่ต้องตั้งใจไต่จริงๆ มีแค่ลูกสุดท้ายลูกเดียว จานเล็ก เฟือง 12-28 ที่พกมาเหลือสักสองช่องได้ ทางก็ไม่ยาวมากและไม่ชันมาก ใครคุ้นเคยกับดอยสุเทพ ที่ขึ้นมากสุดคือเท่ากับจากหน้าสวนสัตว์ไปถึงประมาณวังบัวบาน ยังไม่ทันเหงื่อออกก็ได้เวลาไหลลงยาวๆ บางช่วงยาวและไหลได้เร็วมาก ผิวถนนเรียบดีเกือบตลอดทาง มีโค้งหักศอกไม่กี่อัน แต่เนื่องจากถนนปิด 100% ทุกคนสาดโค้งกันเต็มที่ ชิดซ้ายแล้วปาดไปขวาได้เลย ออสเตรียขับรถชิดขวา จักรยานขี่ช้าชิดขวา แซงทางซ้าย อาจมีงงบ้าง ต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ ถนนมีบางช่วงสั้นๆ ที่มีช่องกั้นเลน contra-flow กับรถยนต์ แต่ยังไงรถยนต์ก็วิ่งด้านนอกหมด ขี่สบายมาก

ถุง special need มีได้ 2 ถุง แยกเป็นถุงสำหรับตอนขี่จักรยานกับตอนวิ่ง ทางบริษัท Schenker DB มาให้บริการ รับของจากเราทั้งสองถุงที่บริเวณ T1 ตอนเช้า พอขี่จักรยานครบ 90km ผ่านจุด check-point ไปแล้วประมาณ 1km จะเจอโต๊ะยาว มีคนถือถุงของเรารอเลย โชว์ฝีมือด้าน logistics สุดๆ ไม่ต้องลงไปหาเอง สบายสุดๆ เอาใจกันขนาดนี้ ให้ใจไปเลย (แอบหวังเล็กๆ เผื่อ race ผ่านเราอาจมี Kerry Express มาช่วยบ้าง ^^)

กลับเข้า T2 จอดรถแล้ว ถึงบริเวณห้อยถุงสีแดง (Red = Run) ต่อด้วยเต้นท์เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม ใส่รองเท้า ออกมาคืนถุงวิ่งเสร็จก็วิ่งได้ ส่วนตัวหนำงานนี้เรื่องเยอะหน่อย ต้องมีพันเทปล็อคข้อเท้านิดๆ เพราะยังเจ็บเอ็นร้อยหวาย

เส้นทางวิ่งเป็นแบบวนไปมานึกถึงเลข 8 ผ่านจุดกลาง ซึ่งเป็นสวนสาธารณะกองเชียร์เยอะ ผ่านทั้งหมด 5 ครั้ง คือออกจาก T1 เลี้ยวซ้ายผ่านสวน ครั้งที่ 1 ไปหมู่บ้าน Krumpendorf ก่อน กลับมาผ่านสวน ครั้งที่ 2 จะได้ไปแล้ว 10km จากนั้นวิ่งเลียบคลองเข้าไปกลางเมือง กลับมาผ่านสวนครั้งที่ 3 คือได้ไปแล้ว 20km ออกไป Krumpendorf อีกครั้ง กลับมาผ่านสวนครั้งที่ 4 ได้ไปแล้ว 30km ตรงเลียบคลองเข้าเมืองอีกครั้ง กลับมาผ่านสวนครั้งที่ 5 ก็ได้เข้าเส้นชัย สรุปคือวิ่งไปหมู่บ้าน 2 ครั้ง วิ่งเข้าเมือง 2 ครั้ง ก็เป็น Ironman แล้ว

ถึงจะวิ่งผ่านสวน 5 ครั้ง แต่ถุง special need จะได้เจอที่ซุ้ม Schenker 2 ครั้ง คือครั้งแรกกับครั้งที่สาม เส้นทางชัดเจน ไม่มีหลง แต่บางช่วงจะแคบมาก โดยเฉพาะช่วงที่กลุ่มเร็วกำลังจะจบ แต่ก็ดีที่ได้เห็นเพื่อนกันตลอดทาง พวกมาเป็นทีมจะให้กำลังใจกันง่ายมาก

ช่วงวันแข่งกว่าจะมืด พระอาทิตย์ตกก็สามทุ่ม (ลืมบอกไปพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ตี 5) cut-off เที่ยงคืน เวลาเต็มที่ 17 ชั่วโมง ทางวิ่งค่อนข้างร่ม ถ้าวิ่งไม่ได้แล้วต้องเดินการกุศลตอนค่ำๆ อาจจะหนาว ควรเตรียมเสื้อกันลมมาเผื่อ

สำหรับคอเบียร์ แข่งเสร็จใน Irondome มีให้ไม่อั้น อาหารไม่หลากหลายเท่าไร ทีเด็ดคือไก่อบครึ่งตัว (เสียดายไม่ได้เอาน้ำจิ้มไก่มา) รับเสื้อ finisher กับถุงใส่เสื้อผ้าใน Irondome ได้เลย แต่เดินกลับไป T1  ไกลหน่อย ถือว่าเดินคลายขา ถ้าไม่ไหวก็มีรถ shuttle รับส่ง ป้ายหน้ารถเขียน IRONMAN

ส่วนเรื่องที่พัก … มีเยอะมากเพราะ Klagenfurt เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ถ้าอยู่โรงแรม โรงแรมส่วนมากจะถูกจองทั้งหมดแล้วผ่านทางตัวแทน Agent ที่เรียกว่า Nirvana Europe ราคาโรงแรมจะแพงเว่อร์มากๆ ประมาณ 2.5 เท่าของค่าโรงแรมในวันปกติ (7,000บาท ขั้นต่ำ/คืน และต้องอยู่อย่างน้อย 4 คืน) แนะนำให้หาพวก Apartment หรือ พวก Hostel หรือ B&B พัก ราคาจะย่อมเยากว่ามาก หนำมาจองทั้งหมด 8 คืน ค่าที่พัก รวมๆ ประมาณ 24,000/2คน มี ครัว ห้องนอนแบบ studio apartment สบายและถูกมากค่ะ ที่สำคัญเหมาะกับคนชอบทานน้ำพริกปลาร้าอย่างเรา ^^

สรุปโดยรวม สนามนี้ สนามว่ายน้ำง่าย เล็งง่าย เส้นทางจักรยาน สวยงามวิวเทือกเขาสลับหมู่บ้านและทะเลสาบ ซ้อมทางเขามาจะปั่นสนุก คะแนนความยาก ให้ 3 จาก 5 ส่วนทางวิ่ง 2 รอบ เพลินๆ ไม่น่าเบื่อ สวยงาม เสียแต่ลัดเลาะเลี้ยว วนเล็กๆ เยอะไปนิด (ไม่ใช่แนวเราเล้ยยย)

ใครสนใจ รีบสมัครนะคะ ก่อนเต็มค่าาาา

เจอกันสนามหน้า IRONMAN FRANKFURT ค่าาา

How To Choose A Perfect Trail Running shoe

มาอีกหนึ่งวันว่างๆค่าาา
ว่ากันต่อด้วยเรื่อง การเลือกซื้อรองเท้าเทรล ?‍♀️?‍♂️????
อยากจะแบ่งลักษณะของรองเท้าเทรล ตามการใช้งานหรือลักษณะการใช้งาน (ตามความถนัด/ความชอบ ของผู้สวมใส่ เป็นหลัก) ได้ดังนี้
1) Shoe Type: ประเภทของรองเท้าเทรล
light trail: ให้นึกถึง ทางวิ่งที้พื้นผิวค่อนข้างเรียบ มีกรวดบ้างเล็กน้อย ทางดินอัดแน่นๆ หรือ ทางเดินตามแนวกันไฟที่คนใช้เดินประจำ ลักษณะของรองเท้าประเภทนี้จะน้ำหนักเบาและค่อนข้างคล้ายกับรองเท้าถนน ดอกยางจะไม่ลึกไม่หนา พื้นรองเท้าจะค่อนข้างคล้ายรองเท้าถนน เลยทีเดียว

Rugged trail: อันนี้ทางจะเริ่มไม่เรียบละ เริ่มเป็นหินก้อนใหญ่ๆ หรือออกแนวต้อง hiking กันบ้างละ หรือ เป็นทางดินที่เละเป็นโคลนหนาๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ดอกยางที่หนาขึ้น และ protection รอบๆรองเท้าด้านนอกมากขึ้นเพื่อป้องกันการเตะ กระแทก รอบๆเท้า และ พื้นดอกยางก้อจะแข็งขึ้น เพื่อป้องกันการที่หินหรือไม้แข็งๆจะขึ้นมาตำเท้า ตัวดอกยางตรงรองเท้าจะเริ่มทีหลายๆทิศทางเพื้อเพื่มพื้นที่การเกาะได้มากขึ้น
2) Cushioning: การรองรับการกระแทก
บางครั้งเราอาจเรียกเป็น stack height หรือ ความหนาของพื้นรองเท้า ประเภทนี้สามารถเรียงได้ตั้งแต่

Barefoot บางเฉียบ ใส่แล้วรู้สึกได้เลยว่าพื้นเป็นพื้นจริงๆ

Minimal หนากว่า barefoot เล็กน้อย

Moderate นักวิ่งเทรลส่วนมากจะเลือกใช้ประเภทนี้

และ maximum


3) Drop: Heel-to-Toe Drop: ความแตกต่างของความสูงจากปลายเท้าสูปส้นเท้า (วัดเป็นมิลลิเมตร)
จะเป็นตัววัดที่สอดคล้องกับ cushioning คือ

Barefoot จะ 0 mm drop

Minimal จะ ตั้งแต่ 0-4mm drop

Moderate กับ maximal จะมีช่วงที่กว้างกว่า แล้วแต่ ความหนา  แต่จะสูงสุดที่ 12mm drop
ให้พยามเลือก drop ให้เท่ากับรองเท้าที่เราใส่อยู่ประจำ ถึงแม้จะรุ่นเดิม แต่ถ้าซื้อใหม่บางครั้งจำเป็นต้องเช็ค drop ของรองเท้าด้วยเช่นกัน เพราะหลายๆครั้งที่ บ. รองเท้าออกรุ่นเดิมแค่เปลี่ยน โมเดล ใหม่
สำหรับใครที่ต้องการจะเปลี่ยนจาก drop เยอะๆ มาเป็น zero drop หรือ minimal แนะนำให้ค่อยๆเปลี่ยน ค่อยๆเพิ่มระยะการใช้งาน อย่าเปลี่ยนเยอะๆในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ ซึ่งส่วนมากจะใช้เวลาหลายเดือนอยู่

4) Fit: รองเท้าที่เหมาะสมกับเรา รองเท้าที่ดีที่สุดไม่ใช่รองเท้าที่ได้รับการรีวิวดีที่สุด แต่ควรจะเป็นรองเท้าที่เข้ากับรูปเท้าของเรามากที่สุด โดยแต่ละยี่ห้อจะมีโครงรองเท้าที่ไม่เหมือนกัน กว้างบ้าง แคบบ้าง มีโค้งบ้าง ราบบ้าง ซึ่งรูปเท้าแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ลองหารองเท้าที่รูปทรงใกล้เคียงกับเท้าเรามากที่สุดดู นั่นจะเป็นรองเท้าที่ดีที่สุดสำหรับเราค่ะ
ที่นี้สุดท้าย การนำไปใช้จริง เลือกอันไหนใช้อันนั้น รองเท้าที่เรามั่นใจที่สุด อยู่กับมันเยอะที่สุด อย่าไปกลัวว่ามันจะเป็นอะไรกลางทางหรือจะไม่ดีพอในวันแข่ง มันใช้งานมาได้นานมาก นานจนเพิ่มระยะอีก 30,40,50,100กม. ก้อคงไม่สึกหรอมากกว่าเดิมเท่าไหร่ ??? ถ้าอยากเปลียนคู่ใหม่ ให้เริ่มจากการนำมาซ้อมก่อนจนมั่นใจนะค้าาา
ว่าแล้ว จะต้องย้ายที่นอนแล้วค่ะ เขยิบเข้าใกล้ที่แข่งขึ้นอีกนิด คราวนี้เดินไปปล่อยตัวยามเช้าได้เลย

เหมาะกับคนตื่นเช้าไม่เก่งและชอบสายแบบหนำเลยค่าา

ที่สำคัญ ถูกมากๆๆๆ เมื่อเทียบกับจองโรงแรมผ่านเอเจ้นแถวเส้นชัย

ไว้มาเล่าให้ฟังต่อค่ะ ว่า จองอย่างไรดี เผื่อใครสนใจจะมาแข่งที่นี่แต่งบน้อยแบบหนำค่าา

รองเท้าเทรล

ว่ากันถึงเรื่อง การเลือกรองเท้าเทรล ปัญหาหนักอกของการเลือกรองเท้าจริงๆ เพราะพื้นผิว ของทางเทรล มีความแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศและเส้นทางที่แต่ละสนามเลือกใช้

ซึ่งแตกต่างกับรองเท้าวิ่งถนนอย่างมาก ซึ่งมีพื้นผิวเดียว

ดอกยางตรงพื้นรองเท้า ซึ่งมีความหนา-บางแตกต่างกัน และ รูปแบบที่ไม่เหมือนกัน

ความหนา บาง ของพื้นรองเท้าก็แตกต่างกัน เพื่อซัพพอร์ตในสภาพทางที่ไม่เหมือนกัน…

Protection รอบๆรองเท้า บางครั้งถ้ามากไปจะให้ความรู้สึกแข็ง แต่ป้องกันได้ดีเผื่อเท้าไปเตะถูกอะไรในเส้นทาง..

ดอกยางที่หนา ลึก เหมาะกับพื้นผิวลื่น เละ ในการตะกรุย แต่ไม่เหมาะเลยถ้าเจอพื้นแข็งๆ…

น้ำหนักของรองเท้า บางทีหนักมากก้อทำให้เราล้าได้ไว… เบาแต่บางจะดีมั้ย??

แต่หลายๆสนามเส้นทางก็เป็นแนวลูกผสม คือมีโน่นนิดนี่หน่อย แล้วควรเลือกคู่ไหนดี???

บางคนมีคู่เดียวโดดๆไม่ต้องคิดมาก ไปไหนใช้คู่เก่งลุยทุกที่ทุกเส้นทาง… ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ในเส้นทางเทรล.. ความมั่นใจในอุปกรณ์ที่เรามีคือสิ่งสำคัญที่สุด..

หลายๆครั้ง ที่เราจะเห็นชาวเขาหรือบรรดาลูกหาบ ใส่รองเท้าแตะคีบ..เดินทั้งขึ้นทั้งลงแถมแบกของอีกต่างหาก.. แล้วเค้าไม่ลื่นรึ????

อย่างที่บอก บางทีการมีคู่เก่งใส่สบายที่สุดลุยไหนลุยนั่น มั่นใจในสิ่งที่มันเป็น มันคือ ดีที่สุด… ที่สำคัญมากๆคือ ในเรซยาวๆ แบบระยะ อัลตร้า 50km+ ไม่ควรนำรองเท้าใหม่ ที่ไม่เคยลองวิ่งยาวๆมาใช้ และยิ่งไม่ควรนำรองเท้าใหม่เพิ่งซื้อสีสวยสดมาลองเด็ดขาด … เพราะมันจะเป็นความทรมาน ตลอด หลายๆชั่วโมงของการวิ่ง และ หลายๆสิบโลของการเคลื่อนที่ จนบางคนทนไม่ไหว ถึงขั้น DNF ไปก้อมี…

ว่าไปไกลจริงๆคือ อยากรีวิว รองเท้าเทรลสักครู่ ไว้ติดตามกันต่อค่า

ขอเดินทางก่อนนะคะ

เจอกันที่ออสเตรียค่าา

#MerrellThailand
#alloutterratrail